... พระราชพิธีตรียัมปวาย  ...

บรรยากาศและลำดับพระราชพิธีตรียัมปวาย พุทธศักราช ๒๕๕๒
ณ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพมหานคร

(ตอนที่ )

               เสียงสังข์ที่ถูกเป่าดังก้องไปทั่วเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ เป็นสัญญาณที่บอกให้ทราบโดยทั่วกันว่า พระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในค่ำคืนของวันแรม๕ ค่ำ เดือนยี่ (ปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒) ในบริเวณสถานพระนารายณ์ หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า โบสถ์ริม มีประชาชน ที่ส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดขาวอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่นั่งบนเก้าอี้ซึ่งทางเทวสถานจัดให้ และอีกบางส่วนก็ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างสถานพระนารายณ์ แต่ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนทุกคนก็มีจุดหมายเดียวกัน เพราะสายตาของคนในที่นั้นทั้งหมดต่างจับจ้องไปยังภาพบนจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งกำลังถ่ายทอดพระราชพิธีตรีปวาย ภายในสถานพระนารายณ์ ให้พวกเขาเหล่านั้นที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปด้านในได้ชมกัน

บรรยากาศด้านข้างและด้านหน้าสถานพระนารายณ์ในคืนวันแรม ๕ ค่ำ

               พระราชพิธีตรีปวาย เป็นพิธีที่พราหมณ์กระทำเพื่อรับเสด็จพระนารายณ์ โดยเชื่อว่าภายหลังจากที่พระอิศวรเสด็จกลับเทวโลกแล้ว องค์พระนารายณ์ก็จะเสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ต่อในระหว่างวันแรม ๑ ค่ำ-วันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่ (ปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๑ - ๑๕ มกราคม) เป็นเวลารวม ๕ วัน ซึ่งในเวลาเช้าจะมีถวายข้าวเวทย์และในเวลาค่ำจะประกอบพิธีการสวดสักการะที่สถานพระนารายณ์ทุกวัน โดยเริ่มวันแรกของพระราชพิธีตรีปวายในวันแรม ๑ ค่ำ (เป็นวันที่ถือเป็นรอยต่อระหว่างพระราชพิธีตรียัมปวายกับพระราชพิธีตรีปวาย) เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. จะมีพิธีในสถานพระนารายณ์ เริ่มด้วยพระราชครูวามเทพมุนีประกอบพิธีอวิสูทธ อ่านเวทสอดสังวาลพราหมณ์ สวมแหวนเกาบิล แล้วจึงอ่านเวทย์เปิดประตูเทวลัย จากนั้นพราหมณ์ ๔ คนประกอบพิธีสวดสักการะสถานพระนารายณ์ จากนั้นจึงไปประกอบพระราชพิธีตรียัมปวายในวันสุดท้ายซึ่งมีการสวดสักการะในสถานพระอิศวรและสถานพระคเณศ รวมทั้งช้างหงส์ส่งพระอิศวรเป็นลำดับต่อไป

เทวรูปประธานภายในสถานพระนารายณ์

พระราชครูวามเทพมุนีประกอบพิธีในสถานพระนารายณ์ ซึ่งเป็นวันแรกของพระราชพิธีตรีปวาย

  

               การสวดสักการะในพระราชพิธีตรีปวายทั้ง ๕ วันนั้น (วันแรม ๑ ค่ำ-วันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่) จะประกอบพิธีสวดเฉพาะในสถานพระนารายณ์ ซึ่งการสวดสักการะในพระราชพิธีตรีปวายจะมีความคล้ายคลึงกับการสวดสักการะในพระราชพิธีตรียัมปวาย แต่จะเปลี่ยนชื่อเป็นพระนารายณ์ และพราหมณ์ที่สวดจะยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดานเรียง ๔ โดยพราหมณ์คนแรกสวด "มหาเวชตึก" (ในพระราชพิธีตรีปวายจะขึ้นต้นว่า "ศิวะสุเทวะ") คนที่สองสวด "โกรายะตึก" คนที่สามสวด "สาราวะตึก" คนที่สี่สวด "เวชตึก" แล้วทั้งสี่สวดพร้อมกันว่า "ขันตุโนลมพาวาย" (ต่างจากในพระราชพิธีตรียัมวายที่สวดว่า "ลอริบาวาย") พร้อมกันนั้น พรามหณ์และเจ้าหน้าที่จะเป่าสังข์เคล้าไปด้วย เมื่อสวดคำว่า ขันตุโนลมพาวาย ครบสามจบแล้ว จึงหยุดเป่าสังข์ จากนั้นพราหมณ์ทั้งสี่จะเริ่มสวดคนละวรรคซ้ำเหมือนเดิมไปขันตุโนลมพาวายแล้วเป่าสังข์ โดยจะสวดเช่นนี้จำนวน ๕ จบจึงถือว่าเสร็จสิ้นการสวดสักการะสถานพระนารายณ์

               เมื่อการสวดสักการะเสร็จสิ้น พระราชครูจึงลุกจากที่นั่งไปยังโต๊ะข้าวตอกเพื่อประพรมน้ำเทพมนต์ที่สิ่งของบูชา จากนั้นจึงแกว่งคันชีพ สั่นกระดิ่ง ถวายดอกไม้ พราหมณ์สองคนจัดของบูชาบนโต๊ะใส่ในตะลุ่มทั้งสาม เสร็จแล้วนำตะลุ่มที่ใส่ของบูชาวางเรียงไว้บนโต๊ะข้าวตอก พราหมณ์จำนวนสามคน (ซึ่งทำหน้าที่สวดสักการะก่อนหน้านี้) เรียงลำดับทีละคนเข้าประกอบพิธียกอุลุบ พราหมณ์ยกอุลุบครบทั้งสามคนแล้ว จึงถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี

พราหมณ์ยืนแถวหน้ากระดานเรียงสี่ประกอบพิธีสวดสักการะ สถานพระนารายณ์

พระราชครูประพรมน้ำเทพมนต์ แกว่งคันชีพและถวายดอกไม้ที่หน้าโต๊ะข้าวตอก

               ในช่วงที่มีการประกอบพระราชพิธีตรีปวายนั้น จะมีอยู่หนึ่งวันที่อัญเชิญ เทวรูปพระพรหมจากพระบรมมหาราชวังมาประกอบพิธีช้าหงส์ คือในวันแรม ๓ ค่ำ (ปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๓ มกราคม) ในเวลา ๑๘.๐๐ น. รถพระประเทียบอัญเชิญเทวรูปพระพรหมที่ประดิษฐานอยู่บนพานทองมาส่งยังเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ พร้อมด้วยธูป เทียนและกระทงดอกไม้พระราชทานสำหรับสักการะพระเป็นเจ้า ในเวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. ประกอบพิธีสวดสักการะที่สถานพระนารายณ์ตามปกติดังเช่นที่ทำมาในวันก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงกลับมาประกอบพิธีที่สถานพระอิศวร โดยประกอบพิธีเหมือนกับที่กระทำเมื่อวันแรม ๑ ค่ำ ตัวอย่างเช่น มีการสวดสักการะสถานพระอิศวรและยกอุลุบ ถวายพระเป็นเจ้า อัญเชิญเทวรูปพระพรหมสรงด้วยกลศและสังข์ ถวายใบมะตูม เชิญขึ้นภัทรบิฐ ถวายสายธุรำ(ยัชโญปวีต) แล้วเชิญไปประดิษฐานในบุษบกบนหลังหงส์ พระราชครูอ่านพระเวทบูชา จากนั้นพราหมณ์ประกอบพิธีช้าหงส์ เป็นอันเสร็จพิธีในคืนวันแรม ๓ ค่ำ (สำหรับอุลุบและเครื่องพิธีในคืนดังกล่าว คณะพราหมณ์จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในวันรุ่งขึ้น)

พระราชครูประกอบพิธีช้าหงส์ส่งพระพรหมในวันแรม ๓ ค่ำ ภายในสถานพระอิศวร

               วันสำคัญที่สุดในพระราชพิธีตรีปวายก็คือ วันแรม ๕ ค่ำ (ปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๕ มกราคม) เพราะถือเป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธี และจะมีการประกอบพิธีช้าหงส์ส่งพระนารายณ์ที่โบสถ์ริม โดยพิธีในวันนี้เริ่มขึ้นในเวลา ๗.๐๐ น. พราหมณ์ถวายข้าวเวทย์ จากนั้นในเวลา ๑๕.๐๐ น. ทางเทวสถานตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนเด็กที่จะมาประกอบพิธีตัดจุกและขลิบผมไฟ โดยในปีนี้มีผู้ปกครองและเด็กให้ความสนใจมาร่วมพิธีนี้พอสมควร จากที่ผู้เรียบเรียงสังเกตดูนั้น พบว่าเด็กที่มามีอายุตั้งแต่แบเบาะจนถึงอายุประมาณ ๑๓ ปี บางก็ไว้จุก บางก็ไว้แกละ บางก็ไว้โก๊ะ และส่วนหนึ่งก็เป็นเด็กแบเบาะอายุเพียงไม่กี่เดือน ที่ผู้ปกครองพามาให้พราหมณ์ขลิบผมไฟให้ เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเด็กจะได้รับสายสินธุ์มงคลจากพราหมณ์มาสวมที่คอทุกคน

ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิธีจัดจุกของเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์

พราหมณ์คล้องสายสินธุ์มงคลให้แก่เด็กที่มาร่วมพิธี

               เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. เป็นพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จำนวน ๙ รูปเจริญพระพุทธมนต์ภายในสถานพระอิศวร โดยให้เด็กทุกคนที่มาร่วมพิธีนั่งด้านหน้าอาสนะสงฆ์เพื่อฟังพระเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจากการที่สังเกตภายในพิธีจะพบว่า การตกแต่งสถานที่ประกอบพิธีในสถานพระอิศวรวันนี้ บริเวณโต๊ะหมู่ด้านหน้าเทวรูปประธานอิศวร ชั้นบนสุดประดิษฐานพระพุทธรูป (ปางมารวิชัย) ถัดลงมาชั้นที่สองตั้งพานบุษบกที่ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวร พระอุมา และพระคเณศ ร่วมด้วยพานที่ประดิษฐานเทวรูปพระพรหม ถัดมาด้านหน้าโต๊ะหมู่ เป็นตั่งขนาดใหญ่ปูผ้าขาว สำหรับวางเครื่องพิธีที่จะใช้ในพิธีตัดจุดในวันรุ่งขึ้น เช่น กรรบิด (กรรไกร) ขันบรรจุข้าวสาร(สำหรับปักแว่นแว่นเทียน) พานบายศรี และเครื่องกระยาบวช ฯลฯ รวมทั้งมีเครื่องพิธีต่างๆที่ใช้ตลอดพระราชพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย เช่น คัมภีร์สมุดข่อย สังข์ กลศ กากะเยีย คันชีพ กระดิ่ง ธูปเทียน ฯลฯ มาตั้งร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็นวันนี้ด้วย

               ตลอดเวลาที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น ภายในพิธีก็จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ บางครั้งก็ได้ยินเดียงเด็กคุยกันจอแจ ตามประสาของเด็ก เป็นภาพที่หาดูได้ยากในสังคมสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับ พราหมณ์ก็ประกาศแจ้งให้ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาร่วมพิธีทราบว่า ในวันรุ่งขึ้นที่จะประกอบพิธีตัดจุก ให้ผู้ปกครองพาเด็กมาพร้อมกันก่อนเวลา ๕.๐๐ น.

พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ภายในสถานพระอิศวร

               เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. รถพระประเทียบที่อัญเชิญเทวรูปพระนารายณ์จากพระบรมมหาราชวังมาถึงที่หน้าเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ โดยมีคณะพราหมณ์และประชาชนมารอรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังส่งพานที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ให้แก่พระราชครูวามเทพมุนี เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐานพักไว้ที่สถานพระอิศวร ขณะนั้นพราหมณ์และเจ้าหน้าที่เป่าสังข์ตลอดเวลาที่อัญเชิญเทวรูปเข้าไปประดิษฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเชิญธูป เทียนและกระทงดอกไม้พระราชทานสำหรับนมัสการพระเป็นเจ้า เดินตามเทวรูปเข้าไปยังสถานพระอิศวร และเมื่อพระราชครูอัญเชิญพานบุษบกประดิษฐานบนโต๊ะหมู่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังส่งเทียนนมัสการให้พระราชครูปักบนเชิงเทียน ส่งธูปปักลงบนกระถาง และวางกระทงดอกไม้ที่หน้าพานเทวรูป จากนั้นพระราชครูเดินอ้อมมาหน้าโต๊ะเข้าตอกแล้วกราบสามครั้ง หลังประดิษฐานเทวรูปแล้ว มีการแสดงรำพระคเณศ ภายในสถานพระอิศวร ๑ ชุด ต่อจากนั้นบริเวณด้านนอก มีการจัดแสดงหนังตะลุงจากจังหวัดเพชรบุรี ๑ จอ

รถยนต์พระประเทียบที่อัญเชิญเทวรูปจากพระบรมมหาราชวังมาส่งยังเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์

พระราชครูอัญเชิญพานที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์เข้ามายังเทวสถาน

พานประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ตั้งบนโต๊ะหมู่ภายในสถานพระอิศวรร่วมกับเทวรูปพระเป็นเจ้าที่อัญเชิญมาก่อนหน้านี้

การแสดงหลังจากที่อัญเชิญเทวรูปพระนารายณ์เข้าประดิษฐานภายในสถานอิศวร (โบสถ์ใหญ่) เรียบร้อยแล้ว

               ในช่วงค่ำเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. พระราชครูวามเทพมุนีอัญเชิญเทวรูปพระนารายณ์จากสถานพระอิศวร เพื่อออกไปประกอบพิธีที่สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) โดยระหว่างทางที่อัญเชิญเทวรูป พระราชครูจะประคองพานเทวรูปไว้ที่มือด้านซ้าย ส่วนมือขวาถือเทียนเล่มใหญ่ และมีพราหมณ์เดินถือโตกมุกที่วางคัมภีร์สมุดข่อยเดินตามเข้าสู่ประตูสถานพระนารายณ์

พระราชครูอัญเชิญพานที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ออกจากโบสถ์ใหญ่เพื่อไปประกอบพิธีตรีปวายและช้าหงส์ที่โบสถ์ริม

               ซึ่งการจัดสถานที่ประกอบพิธีส่งพระนารายณ์ในโบสถ์ริมคืนวันนี้ คล้ายกับที่จัดในวันส่งพระอิศวรและพระพรหมในโบสถ์ใหญ่ ได้แก่ มีการตั้งโต๊ะข้าวตอกและโต๊ะที่ตั้งเครื่องบูชาต่างๆไว้ที่หน้าเทวรูป ประธาน ถัดมาตรงกลางโบสถ์เป็นเสาหงส์ ซึ่งเชิญหงส์ขึ้นมาแขวนบนเสาเพื่อเตรียมสำหรับใช้ในการประกอบพิธีช้าหงส์เรียบร้อยแล้ว โดยที่ตัวหงส์จะมีการปักเทียนขี้ผึ้งไว้ทั้งหมด ๖ เล่ม คือ ที่ปากหงส์ ๑ หางหงส์ ๑ ที่ปีกหงส์ด้านซ้าย ๒ และที่ปีกหงส์ด้านขวาอีก ๒ บริเวณด้านหน้าเสา ตั้งศิลาบด (สีขาว) ที่เรียกว่า "บัพโต" ถัดไปบริเวณหน้าประตูก่อนถึงข้างออก จัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีของพระราชครูพราหมณ์ มี "โต๊ะเบญจคัพย์" อยู่ด้านหน้า (มีลักษณะเป็นโต๊ะสีขาว มีความสูงไม่มากนัก บนโต๊ะมีถ้วยขนาดเล็กซึ่งทำจากวัสดุที่ต่างกันจำนวน ๖ ใบ ได้แก่ แก้ว ทอง นาก เงิน สำริด เหล็ก โดยในถ้วยทั้งหมดจะยังไม่มีการเติมน้ำใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังตั้งสังข์ไว้ทางด้านขวา และตั้งกลศไว้ทางด้านซ้ายบนโต๊ะเบญจคัพย์อีกด้วย) ติดกันเป็น "ภัทรบิฐทอดขลัง" (มีลักษณะเป็นโต๊ะสีขาวคล้ายกับโต๊ะเบญจคัพย์ แต่มีขนาดสูงกว่าเล็กน้อย) ด้านข้างทางซ้ายมือของที่นั่งพระราชครู ตั้งกากะเยีย(ที่มีคัมภีร์สมุดข่อยวางไว้ด้านบน) และโตกมุกที่วางคัมภีร์ไว้ด้านบน รวมถึงโคมไฟด้วย

โต๊ะข้าวตอกด้านหน้าเทวรูปประธานของสถานพระนารายณ์ในคืนวันแรม ๕ ค่ำ

โต๊ะเบญจคัพย์

ภัทรบิฐทอดขลัง

               จากนั้นพระราชครูตั้งพานเทวรูปไว้บนโต๊ะเบญจคัพย์ ที่อยู่ติดกับภัทรบิฐทอดขลัง แล้วจึงเริ่มประกอบพิธีโดยพระราชครูทำอวิสูทธ (หรือ อาตมะวิสูทธิ์)ชำระกายจุณเจิม ซึ่งเป็นพิธีชำระกายให้บริสุทธิ์ด้วยพระเวท อ่านเวทสอดสังวาลพราหมณ์ (หรือ ยัชโญปวีต) สวมแหวนเกาบิล จากนั้นพราหมณ์จะนำคัมภีร์สมุดข่อยที่วางไว้บนกากะเยียจากหน้าพระราชครูไปวางไว้บนโต๊ะข้าวตอก พราหมณ์ ๔ คน เข้าไปกราบที่หน้าพระราชครูตามลำดับพรต ซึ่งพระราชครูก็จะประพรมน้ำเทพมนต์ให้ด้วยขลัง (มัดหญ้าคา) เสร็จแล้วพราหมณ์ทั้งหมดจะเดินไปยืนเรียงลำดับตามพรตที่หน้าโต๊ะข้าวตอก และเมื่อพราหมณ์ไปยืนเรียงหน้ากระดานหน้าโต๊ะข้าวตอกพร้อมกันทั้ง ๔ คนแล้ว จึงกราบพระเป็นเจ้าพร้อมกันสามครั้ง จากนั้นพราหมณ์และเจ้าหน้าที่เป่าสังข์แล้วจึงเริ่มการสวดสักการะ

พระราชครูกระทำอวิสูทธ

ประพรมน้ำเทพมนต์ให้พราหมณ์ที่ทำหน้าที่สวดสักการะ

พราหมณ์ทั้งสี่ยืนสวดสักการะ สถานพระนารายณ์

               เสร็จสิ้นการสวด พระราชครูเดินไปกราบที่หน้าโต๊ะเข้าตอก แล้วประพรมน้ำเทพมนต์สิ่งของบูชาต่างๆบนโต๊ะข้าวตอก ได้แก่ ข้าวตอก กล้วย ส้ม เผือกต้ม มันต้ม แตงกวา ข้าวต้มน้ำวุ้น ที่ใต้โต๊ะข้าวตอกมีอ้อย และมะพร้าวที่ยังไม่ปอกเปลือกทั้งอ่อนและแก่ ด้านข้างมีโต๊ะสำหรับตั้งโตกมุกที่วางน้ำตาลซึ่งขึ้นรูปเป็นรูปร่างต่างๆ (แต่จะไม่มีโตกมุกที่วางโหลแก้วใส่ผลไม้ ดังที่มีในคืนแรม ๑ ค่ำ และคืนวันแรม ๓ ค่ำ) ลำดับต่อไปพระราชครูแกว่งคันชีพ ( เป็นจงกลเทียนที่มีหลายกิ่ง หล่อจากทองเหลือง) สั่นกระดิ่ง ถวายดอกไม้แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม จากนั้นพราหมณ์สองคนนำตะลุ่มไม้สีดำจำนวนสามใบมายังโต๊ะข้าวตอก เพื่อจัดของบูชาบนโต๊ะใส่ในตะลุ่มทั้งสามนั้น เสร็จแล้วนำตะลุ่มที่ใส่ของบูชาวางเรียงไว้บนโต๊ะข้าวตอก

 

              

พระราชครูประพรมน้ำเทพมนต์ที่หน้าโต๊ะข้าวตอก

พราหมณ์ช่วยกันจัดเครื่องบูชาลงตะลุ่มทั้งสามใบ

               พราหมณ์ ๓ คน (ซึ่งทำหน้าที่สวดสักการะก่อนหน้านี้) เรียงลำดับทีละคนเข้าประกอบพิธียกอุลุบ (คือการยกตะลุ่มที่ใส่ของบูชาต่างๆแด่พระเป็นเจ้าด้วยการสวดพระเวทถวาย) สำหรับอุลุบและเครื่องพิธีในคืนนี้จะไม่มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด แต่จะนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมพิธีแทน

พราหมณ์ยกอุลุบถวายพระเป็นเจ้า

               (ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายเหตุผลไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระราชพิธีสิบสองเดือน" ความโดยสรุปว่า เนื่องจากพระนารายณ์นี้ ทางศาสนาพราหมณ์(ที่นับถือพระอิศวรเป็นใหญ่) เชื่อว่าเป็นผู้รับใช้พระอิศวร ให้อวตารลงมาปราบปรามผู้ที่จะกระทำผิดหรือเป็นอันตรายแก่โลก เพราะฉะนั้นพระนารายณ์จึงเป็นผู้ทำลาย และพระนารายณ์ย่อมไม่ประสิทธิพรอวยสวัสดิมงคลแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้แม้แต่เครื่องบูชาในเวลาพระราชพิธีตรีปวายก็ห้ามไม่ให้นำมาถวายด้วยกลัวพิษ (แจกให้ได้เฉพาะประชาชนทั่วไป) และถือกันว่าถ้าวันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่ ซึ่งเป็นวันส่งพระนารายณ์นั้นต้องวันพิษ มักจะเกิดการตีรันฟันแทงกันชุกชุม พราหมณ์ทั้งปวงต้องระวังกันอย่างกวดขัน เพราะพระนารายณ์เป็นผู้ทำลายเช่นนี้ จึงปรากฏพระนามว่า "พระเดช" (คู่กับพระอิศวรซึ่งปรากฏพระนามว่า "พระคุณ")

หลังจากยกอุลุบเสร็จแล้ว พระราชครูจะเริ่มพิธีต่อไปด้วยการอ่านพระเวทสองจบ แล้วทักษิณบูชาศาสตร์ รินน้ำเบญจคัพย์ลงถ้วย ถวายธูปเทียนดอกไม้บูชาสังข์กลศ แล้วอ่านเวทสนานหงส์อีกจบหนึ่ง จากนั้นจึงเชิญเทวรูปพระนารายณ์จากพานลงมาสรงน้ำด้วยกลศและสังข์ ถวายใบมะตูม เสร็จแล้วพระราชครูเชิญเทวรูปขึ้นลูบที่ศีรษะของตนเอง ๓ ครั้ง แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนภัทรบิฐ ถวายสายธุรำ(ยัชโญปวีต) และใบมะตูม

พราหมณ์รินน้ำจากกลศลงในถ้วยเบญจคัพย์

พระราชครูอัญเชิญเทวรูปลงสรงน้ำในพานสรง

พระราชครูเชิญเทวรูปขึ้นลูบบนศีรษะของตนสามครั้ง

เชิญเทวรูปขึ้นประดิษฐานบนภัทรบิฐแล้วถวายสายธุรำ(ยัชโญปวีต)

               ลำดับต่อไปพระราชครูเดินไปที่เสาหงส์เพื่อทำการสรงน้ำหงส์ด้วยกลศและสังข์ ถวายใบมะตูม และจุณเจิมที่บริเวณคอหงส์ แล้วแกว่งคันชีพบูชาหงส์ พราหมณ์จุดเทียนที่หงส์ จากนั้นพระราชครูทำสารทบูชาอ่านเวท

พระราชครูสรงน้ำและแกว่งคันชีพบูชาหงส์

พรหมณ์จุดเทียนที่ตัวหงส์

               เมื่อพระราชครูทำสารทบูชาอ่านเวทจบ จึงอัญเชิญเทวรูปจากภัทรบิฐลงไปประดิษฐานในพานทอง ถวายดอกไม้ แล้วเชิญพานทองนั้นเดินเวียนประทักษิณรอบที่ตั้งหงส์ ๓ รอบ ซึ่งแต่ละรอบเมื่อถึงบัพโต พระราชครูจะยกเท้าขวา ก้าวเหยียบบนศิลาบดครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินเวียนต่อไป และเมื่อมาถึงบัพโตอีกก็เหยียบศิลาบดอีกจนครบสามครั้ง จึงส่งพานทองให้พราหมณ์อัญเชิญเทวรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่อยู่บนหลังหงส์

         ในระหว่างที่พราหมณ์เชิญเทวรูปประดิษฐานในบุษบกบนหลังหงส์นั้น พระราชครูจะยืนเหยียบบัพโตตลอดเวลาจนกระทั่งพราหมณ์ประดิษฐานเทวรูปแล้วเสร็จ พระราชครูจึงก้มลงกราบ และแกว่งคันชีพบูชาที่หน้าหงส์ จากนั้นพระราชครูกลับมายังที่นั่งแล้วอ่านเวทบูชาหงส์ บูชาพระสุเมรุ สรรเสริญไกรลาศ อ่านสดุดี อ่านสรงน้ำพิเนศ ต่อมาจุดเทียน ๘ เล่ม มีดอกไม้ตั้งไว้ ๘ ทิศ แล้วจึงอ่านเวทเวียนไปตามทักษิณาวัตรทั้ง ๘ ทิศ (เรียกว่า โตรทวาร) ซึ่งพระเวททั้งหมดที่พระราชครูอ่านนั้นจะมีความคล้ายกับที่อ่านในพิธีช้าหงส์ส่งพระอิศวรเมื่อวันแรม ๑ ค่ำ เพียงแต่ตัวพระเวทบางตัวมีถ้อยคำยักเยื้องกันไปบ้างเล็กน้อย

พระราชครูเชิญเทวรูปจากภัทรบิฐเตรียมเดินเวียนรอบหงส์

พระราชครูเดินเวียนรอบหงส์สามรอบ ซึ่งในแต่ละรอบพระราชครูจะเหยียบบัพโตหนึ่งครั้ง

ส่งพานเทวรูปให้พราหมณ์นำขึ้นประดิษฐานบนบุษบกหลังหงส์

อัญเชิญเทวรูปประดิษฐานบนบุษบกหลังหงส์เพื่อเตรียมประกอบพิธีช้าหงส์

พระราชครูแกว่งคันชีพบูชาเทวรูปบนหลังหงส์

               ลำดับต่อไปพระราชครูเดินไปนั่งอ่านพระเวทที่หน้าหงส์ เสร็จแล้วพราหมณ์คู่สวด ๒ คน เข้านั่งประจำที่ด้านหน้าหงส์ แล้วอ่านพระเวทช้าหงส์ โดยมีพราหมณ์อีกคนที่นั่งอยู่ข้างหงส์ทำหน้าที่ไกวหงส์ไปอย่างช้าๆ เสมือนหนึ่งพญาหงส์กำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า การช้าหงส์นี้จะมีการอ่านพระเวททั้งหมด ๓ บท เป่าสังข์ ๓ ลา แล้วจึงอ่านพระเวทส่งสารส่งพระเป็นเจ้าอีกบทหนึ่ง เมื่อจบการอ่านพระเวทช้าหงส์แล้ว พระราชครูพราหมณ์อ่านพระเวทปิดประตูเทวาลัยเป็นลำดับสุดท้าย

พราหมณ์คู่สวดอ่านพระเวทช้าหงส์ส่งพระนารายณ์

พราหมณ์อีคนที่นั่งอยู่ข้างหงส์ค่อยๆไกวหงส์อย่างช้าๆ เมื่อมองเเล้วให้ความรู้สึกเสมือนพญาหงส์กำลังโบยบินอยู่บนฟ้า

พระราชครูอ่านพระเวทปิดประตูเทวลัย

              จากนั้นพราหมณ์อัญเชิญเทวรูปพระนารายณ์ออกจากบุษบกบนหลังหงส์ ไปประดิษฐานบนพานทองส่งให้พระราชครูพรามณ์อัญเชิญออกจากสถานพระนารายณ์กลับไปประดิษฐานยังสถานพระอิศวร โดยมีพราหมณ์และเจ้าหน้าที่เป่าสังข์ส่งเสด็จพระเป็นเจ้าตลอดทาง ถือเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีตรีปวายอย่างสมบูรณ์

พระราชครูอัญเชิญเทวรูปออกจากสถานพระนารายณ์(โบสถ์ริม)กลับไปประดิษฐานไว้ที่สถานพระอิศวร(โบสถ์ใหญ่)หลังเสร็จสิ้นพิธี

               หมายเหตุ : ภาพประกอบในบทความนี้มีที่มาหลายส่วนทั้งที่นำมาจากหนังสือ รวมทั้งภาพถ่ายที่ผู้เรียบเรียงบันทึกภาพด้วยตนเอง ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวมีทั้งที่ถ่ายมาจากสถานที่จริง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าภาพมีความคมชัดค่อนข้างมาก และภาพที่ผู้เรียบเรียงถ่ายมาจากจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทวสถาน ซึ่งภาพที่ออกมาอาจจะมีความคมชัดไม่มาก แต่ก็พอที่จะให้ผู้อ่านได้เห็นภาพการประกอบพิธีภายในเทวสถานได้อย่างชัดเจนไม่มากก็น้อย

                ในส่วนของการเรียบเรียงข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชพิธีตรียัมปวายในบทความนี้ ผู้เขียนได้อาศัยการสังเกตจากพิธีจริง แล้วจึงนำมาตรวจทานกับเอกสารต่างๆ ฉะนั้นหากมีลายละเอียดใดที่ผิดพลาดและตกหล่นไป ผู้เรียบเรียงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ และขอน้อมรับทุกความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะนำปรับปรุงให้บทความมีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

เอกสารและภาพประกอบการเรียบเรียง


- หนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

- "
กรรมวิธี-ช้าหงส์" โดยพระราชครูวามเทพมุนี (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล)

- บทความเรื่อง "ลำดับพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย" วารสารหอเวทวิทยาคม โดยพระราชครูวามเทพมุนี

- สูจิบัตรเนื่องในงานเสวนาพิธีฉลองเสาชิงช้า "โล้ชิงช้า พิธีกรรมดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิ ไม่ใช่พราหมณ์ชมพูทวีป" โดยสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร

- "โล้ชิงช้า : เสาชิงช้า กับพิธีตรียัมปวาย" และ "ลำดับพิธีตรียัมปวาย ตรีปวาย" โดย อ.ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

- เอกสารเผยแพร่เรื่อง "พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย" โดย เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์

 

 

    *****   ขอขอบพระคุณผู้เขียนหนังสือรวมทั้งเจ้าของภาพประกอบ (ที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น)ทุกท่าน ซึ่งผู้เรียบเรียงได้นำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงรวมทั้งนำภาพมาใช้ประกอบในบทความ ทางผู้เรียบเรียงจึงขอกราบขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ครับ   *****