ใครที่บูชาองค์ พระแม่ ศักติ-ศิวา มาอ่านกันนะคับ

(1/1)

magic:
กำเนิดพระแม่สตี นางซึ่งมีสิริโฉมงดงาม (ผู้บวงสรวงบูชาพระศิวะเทพตั้งแต่เล็ก)
 
เมื่อถึงวาระอันสำคัญ วิษณุเทพได้ตรัสกับพระพรหม ขอให้มีบัญชาให้พระทักษะประชาบดีโอรสแห่งพระพรหม ทำพิธีบวงสรวงต่อพระแม่ทางทิศเหนือของมหาสมุทรน้ำนม เพื่อให้พระแม่เสด็จลงมากำเนิดเป็นธิดาของพระทักษะ เพื่อจะได้เป็นชายาของพระศิวะเทพต่อไป
 พระแม่ศักติ-ศิวา ได้ตรัสกับพระพรหมว่า
"โอ่...พระพรหม ไม่มีหญิงใดในจักรวาล ที่จะทำให้พระศิวะเทพบังเกิดความรักขึ้นได้ และเป็นความจิงที่ว่า ถ้าศิวะเทพไม่ทรงมีชายาแล้ว ภารกิจแห่งการสร้างก็จะดำเนินการไปได้ไม่นาน ข้าจะให้ตามที่ต้องการ คือ การแบ่งภาคเป็นพระแม่สตี เพื่อเป็นชายาของพระศิวะเทพ เพื่อให้จักรวาลนี้ดำเนินต่อไป ข้างฝ่ายพระทักษะประชาบดี ได้ประกอบพิธีกรรมสามธิอยู่อย่างมั่นคงเป็นเวลา 3 พันปีเทพ ในบางปีพระองค์เพียงแต่หายใจอย่างเดียว ไม่เสวยพระกายาหารใด ๆ เลย บางปีดื่มแต่น้ำเพียงอย่างเดียว บางปีเสวยใบไม้เพียงอย่างเดียว เพื่อทำสมาธิถึงพระแม่ศักติ-ศิวา เมื่อพระแม่พอใจในพิธีบวงสรวง จึงเสด็จต่อหน้าพระทักษะ รับปากการมาถือกำเนิดเป็นพระนางสตี แต่ทว่า...โอ่พระทักษะ  ท่านจะต้องให้คำมั่นสัญญาต่อข้าข้อหนึ่ง ขอให้รับรู้และเข้าใจให้ดีด้วย ถ้าในอนาคตเมื่อใดก็ตาม ท่านขาดการเคารพนับถือต่อข้า หรือพระสวามีแห่งข้าแล้ว ข้าจะทำลายร่างนั้นเสียทันที ข้าจะทำลายวิญญาณ หือ เปลี่ยนไปในรูปร่างอื่น นี่เป๋นคำมั่นสัญญา
 
พระนางสตี จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากพระทักษะประชาบดีกับนางวิริณีได้ด้วยประการฉะนี้...
พระธิดาทรงมีพระสิริโฉมงดงาม มีรัศมีเป็นประกาย พระทักษะจัดงานบวงสรวงแจกทาน มีงานรื่นเริงตลอดคืน ทวยเทพทั้งหลายต่างมาแสดงความยินดี เทพอัปสรเสด็จมาโปรยปรายดอกไม้อวยชัย ตั้งแต่เล็กทรงหัดเขียนภาพพระศิวะเทพและขับร้องเพลงสรรเสริญบูชาพระศิวะ ทรงเป็นที่รักยิ่งแห่งมนุษย์และเทวดา จนเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสาว พระแม่สตีทรงขออนุญาติพระทักษะและพระนางวิริณี ไปประกอบพิธีกรรมแห่งสมาธิอันยิ่งใหญ่ เพื่อจะให้พระศิวะเทพรับนางไว้เป็นชายา
พระวิษณุเทพและพระพรหม ซึ่งได้เห็ฯความพากเพียรของพระแม่สตี จึงได้เข้าเฝ้าพระศิวะเทพที่เขาไกรลาส พร้อมกับเตือนให้คิดถึงจุดมุ่งหมายในการรับพระนางเป็นพระชายา เพื่อสืบต่อจักรวาล
โอ่...วิษณุเทพ พระพรหม ท่านทั้งสองเป็นคนสนิทที่รักของข้า เมื่อท่านทั้งสองมาเยือน ข้าก็ยินดีมาก สิ่งที่ได้กล่าวมาเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นการสมควรสำหรับข้าที่จะแต่งงาน ด้วยว่า ข้านั้นห่างไกลจากโลก สู่โลกโยคะกรรมฐาน มันไร้ค่าที่จะให้ค่าเกิดความรักในโลกใบนี้ ด้วยค่านั้น หมดสิ้นตัณหา ราคะในจิตวิญญาณ เป็นนักพรตไร้ความรู้สึกยินดียินร้าย นอกจากนี้แล้ว ข้ามีรูปร่างเป็นฤาษีไม่สะอาด ไม่เป็นมงคลต่อผู้พบเห็น แล้วข้าจะมีภริยาได้อย่างไรกัน ข้าได้ปฎิบัติกรรมฐานโยคะจนไร้ความอยากในตัณหา ดังนั้นข้าจึงไม่สนในเรื่องนี้เลย แต่ว่าข้าจะปฏิบัติตามคำขอของพวกท่าน เพื่อผลประโยชน์แห่งจักรวาล ข้าจะแต่งงาน แต่ท่านต้องเข้าใจถึงหญิงที่จะมาเป็นภริยาของข้า จะต้องเป็นหญิงปฏิบัติโยคะกรรมฐานจึงจะเป็นหญิงที่ยอมรับไว้เป็นภริยาของข้าต่อไป นางต้องเป็นโยคินีด้วย
ลำดับนั้น พระวิษณุเทพ ทูลว่า
ข้าแต่ศิวะเทพ พระผู้เป็นใหญ่ ข้าพระพุทธเจ้าจะแนะนำผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติดั่งที่พระองค์ทรงปรารถนาไว้นางนั้นคือพระแม่อุมา ในครั้งก่อนนั้นพระแม่ทรงแบ่งภาคมาเป็นพระแม่สรัสวตี และพระแม่ลักษมี เพื่อให้ได้สมดั่งภารกิจที่ทรงตั้งพระทัยไว้...มาบัดนี้ พระแม่ทรงแบ่งภาคที่สามมาสู่จักรวาลแล้ว ทรงเป็นพระธิดาของพระทักษะประชาบดี มีพระนามว่า พระแม่สตี พระนางจะเป็นภริยา ในอุดมคติของพระองค์ทุกประการ
ข้าแต่เทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย บัดนี้พระนางยังคงประกอบกรรมฐาน เพื่อรอคอยพระองค์ทรงเมตตาอยู่ พระนางปรารถนาที่จะได้พระองค์เป็นพระสวามีของนาง พระนางเป็นโยคินีที่ยิ่งใหญ่ ขอโปรดมีเมตตาช่วยนางด้วย ขอทรงประทานพรให้แก่นางและรับนางไว้เป็นพระชายาด้วยความรักด้วย ข้าแต่เทวะ
ในที่สุด พระศิวะพอใจในการประกอบสมาธิกรรมฐานของพระแม่สตี และรับนางไว้เป็นชายาโดยมีคำร้องขอของพระนางต่อท้ายว่า
ข้าแต่เทวะยิ่งใหญ่แห่งเทวะทั้งหลาย เทพเจ้าแห่งจักรวาล ขอทรงโปรดจัดพิธีกรรมแต่งงานให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีชาวโลกต่อหน้าบิดา-มารดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด
ในวันอาทิตย์ขึ้น 13 ค่ำ เดือนไชตร (ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) เมื่อดวงดาวอยู่ในจุตุตราผาลคุณี พระศิวะเทพเคลื่อนขบวนเจ้าบ่าว โดยมีพระวิษณุเทพและพระพรหมนำหน้าขบวน พระศิวะหน้าตาอิ่มเอิบยินดี นุ่งห่มด้วยหนังช้าง คลุมหนังเสือ มีงูเป็นเครื่องประดับ ทรงมงกุฎด้วยจันทร์เสี้ยวของวิเศษเมื่อครวากวนเกษียรสมุทร ประทับหลังวัวนนทิสัตว์พาหนะ
ในระหว่างพิธีสมรสนั้น ระหว่างพระศิวะและพระแม่สตีกำลังเดินรอบกองไฟอยู่นั้น พระบาทของพระแม่เจ้าโผล่ออกจากผ้าคลุมที่ปิดอยู๋ พระพรหมเลือบสายตาไปเห็นเข้า จึงเคลิ้ม จิตนึกถึงขาอันขาวอวบ เพิ่มความหลงใหลในพระแม่สตีกระหายอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระแม่สตีด้วยตัณหาอันแรงกล้า พระพรหมจึงคิดแผน ด้วยการใส่ฝืนและน้ำมันเนยลงไปในกองไฟพิธี เพื่อให้เกิดควันครอบคลุมบริเวณพิธี ในระหว่างที่เทพเทวดากำลังวุ่นวายอยู่กับหมอกควัน พระพรหมถือโอกาสนั้นเลิกผ้าคลุมหน้าพระแม่สตีหลายครั้ง จนไม่อาจควบคุมอารมณ์ตัณหาได้ จึงหลั่งน้ำเชื้อ 4 หยดลงที่พื้นดิน พระพรหมพยายามกลบน้ำเชื้อโดยเร็ว แต่เหตุการนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของพระศิวะเทพได้ พระศิวะเทพโกรธมาก หมายจะใช้ตรีศูลสังหารพระพรหมเสีย จนบรรดาทวยเทพต้องสวดสรรเสริญเพื่อให้พระศิวะคลายความพิโรธ เรื่องจึงสงบลงได้ แต่น้ำเชื้อทั้ง 4 หยดนั้น ได้บังเกิดเป็นเมฆร้ายแห่งการทำลายร้ายบนท้องฟ้า ที่ชื่อว่า เมฆสัมวรตัก,เมฆอาวรตะ,เมฆปุษกรและเมฆทรุณ
จากนั้น ทั้งศิวะเทพและพระแม่สตี ประทับหลังวัวนนทิท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่ตัวของพระทักษะซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพ่อตานั้น ไม่ค่อยชอบขี้หน้าของลูกเขยนัก เพราะเห็นว่าพระศิวะเทพเป็นเจ้าแห่งภูติผี
ในครั้งหนึ่ง พระทักษะประชาบดีได้จัดพิธีกรรมบวงสรวงยิ่งใหญ่ขึ้นที่กันขล ริมฝั่งแม่น้ำคงคา โดยเชิญทวยเทพทุกพระองค์รวมถึงคนธรรพ์ วิทยาธร สินธิ อาทิตยะ นาค ส่วนในสายตาของพระทักษะ มองพระศิกวะเทพเป็นเพียง กะปาลัน(พระผู้มีกระโหลกมนุษย์เป็นเครื่องประดับ) จึงมิได้เชื้อเชิญ
ความดังกล่าวล่วงรู้ถึงพระสตี ลูกรักของพระทักษะ จึงตัดสินใจทูลขอพระศิวะเทพ เพื่อไปไตร่ถามให้รู้เรื่องราว พระแม่สตี เสด็จด้วยหลังวัวพาหนะ แต่งกายงดงามพร้อมบริวาร 6 หมื่นคน พระแม่สตีได้กราบทูลต่อพระบิดาว่า
งานพิธีกรรมทางศาสนาทุกงาน ถ้าไม่มีพระศิวะเทพร่วมอยู่ด้วยแล้ว ถือว่าไม่สมบูรณ์ แต่ถ้ามีหรือเพียงแค่ระลึกถึงพระศิวะเทพ ก็จะบริสุทธิ์และได้ผลบุญอันยิ่งใหญ่ ของถวายบูชามนต์ต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็ฯเอกลักษณ์ด้วยพระศิวะเทพเสมอ และเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่ว่างานพิธีที่ประกอบขึ้น โดยไม่มีพระศิวะร่วมอยู่ด้วย พระบิดาคงไม่ทราบถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระศิวะเทพ ซึ่งแม้แต่พระวิษณุเทพและพระพรหมก็ยังต้องให้การเคารพบูชาต่อพระองค์ แล้วทำไมเล่าเทพเจ้าทั้งหลายจึงกล้าบวงสรวงโดยไม่เชื้อเชิญพระศิวะมหาเทพร่วมด้วย
เมื่อตรัสแล้ว พระแม่สตีทรงนิ่งเงียบ ทำสมาธิถึงพระศิวะเทพด้วยความเคารพสูลสุด พระแม่ทรงประทับนั่งบนพื้นดินทางทิศเหนือของบริเวณงานพิธี ทรงดื่มน้ำและเทราดทั่วร่างกายจนเปียกชุ่ม หลับเนตรทำสมาธิเข้าสู่กรรมฐาน ทรงรักษาพระปราณ และอปราณ ด้วยปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำลายร่างด้วยอำนาจแห่งโยคินีของพระองค์ด้วยความโกรธพระทักษะ
พระนารทฤาษี (หรือนารท/นารอด) ได้กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้กับพระศิวะเทพทราบ พระศิวะเทพโกรธมาก ทรงให้กำเนิด พระมหาวีรภัทร,พระมหากาล รายล้อมด้วยภูติผีนับล้านตนเข้าโรมรันต่อสู้กับเทวดาที่อยู่ในพิธี
ในที่สุด พระทักษะประชาบดีเพลี่ยงพล่ำ ถูกมหาวีรภัทรใช้มือดึงหัวของพระทักษะหลุดออกจากคอและโยนหัวเข้ากองไฟ บรรดาทวยเทพทั้งหลายกล่าวสรรเสริญให้พระศิวะเทพคลายความพิโรธ พร้อมกับขอให้พระศิวะเทพทรงประทานอภัยแก่พระทักษะ พระศิวะจึงให้หาเศียรแพะมาต่อให้กับพระทักษะแทน
คาวมเศร้าโศกที่สูญเสียพระแม่สตี ทำให้พระศิวะเทพ แบกร่างพระแม่สตีร่ำไห้วิ่งไปทั่วจักรวาล บรรดาทวยเทพเทวดาทั้งหลายเห็นว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จักรวาลอาจถึงกาลล่มสลาย พระวิษณุเจ้าจึงใช้จักรตัดร่างพระแม่สตีออกเป็น 51 ชิ้น ร่วงหล่นไปทั่วแผ่นดินอินเดียที่ใด ในกาลต่อมาได้เกิดเป็นเทวาลัย เพื่อบูชาต่อพระแม่ หลังจากที่ไม่เหลือสิ่งใดแล้วพระศิวะเทพได้เข้าสู่การบำเพ็ญสมาธิในครั้งที่ยาวนานที่สุด แต่กระนั้นก็ยังมิอาจลืมพระแม่สตี อันเป็นมหาชายาแห่งพระองค์ได้เลย
 

magic:
จากหนังสือ ตำนานมหาเทพแห่งสรวงสวรรค์ เรียบเรียงโดย มนตรี จันทร์ศิริ

magic:
กำเนิดพระแม่อุมา-ปราวตี ศักติชายาแห่งมหาเทพศิวะ
 
ในบรรดาเทวดาเห็นว่า มหาเทพศิวะเทพ อยู่ในอาการสงบ มิข้องแวะกับเรื่องใดเป็นเวลายาวนาน จึงให้รู้สึกเป็นห่วงถึงความอยู่รอดของจักรวาล จึงได้รวมพลกันเข้าเฝ้าพระวิษณุเทพ เพื่อขอให้ช่วยดำเนินการแก้ไขในเรื่องดังกล่าว พระวิษณุเทพบอกว่าไม่มีหนทางใด นอกจากการสำรวมสามธิถึงพระแม่ศักติ-ศิวา ขอให้พระแม่อวตารแบ่งภาคมาเกิดในโลกอีกครั้งเพราะไม่มีหญิงใดในโลกที่ทำให้พระศิวะยอมรับได้
 
ครั้งหนึ่ง สมัยพระแม่สตียังมีชีวิตอยู่ เคยเดินทางไปที่แคว้นหิมาลัยและได้มีโอกาสพบกับ ท้าวหิมวัตและนางเมนกา ทั้งสองพระองค์ทรงรักพระธิดาของพระทักษะ ดุจธิดาของตนเอง ด้วยเหตุนี้ พระนางสตี เคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากถือกำเนิดในชาติต่อไป จะขอเกิดเป็นลูกของเจ้าเขาหิมาลัย ด้วยเหตุนี้บรรดาทวยเทพทั้งหลายจึงทำพิธีอ้อนวอน ขอให้ พระแม่ศักติ-ศิวา แบ่งภาคมาเกิดอีกครั้ง ในภาคของพระนาง อุมา-ปราวตี
 
พระแม่อุมาปราวตี ถือกำเนิดเมื่อเวลาเที่ยงคืน ระหว่างนั้นหมู่ดาวมฤคศรี อยู่ในแนวเดียวกับพระจันทร์ ในคืนที่ 9 เดือนมธุ (ระหว่างเดือน มีนาคม - เมษายน) ด้วยเหตุที่นางเป็นที่รักยิ่งของทุกคนในครอบครัว จึงได้พระนามว่า พระนางปราวตี ภายหลังพระนางมีความตั้งใจจะออกบำเพ็ญพรต พระนางเมนกาผู้เป็นแม่ได้ทักท้วงและอุทานด้วยวลีว่า โอ่ ม่า ซึ่งต่อมาได้แผลงเป็น อุมา ดังนั้น พระนางอุมาจึงเป็นอีกพระนามหนึ่งของปราวตี บางทีนิยมเรียกควบกันเลยว่า พระนางอุมา-ปราวตี นางได้ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์จนเก่งกาจ มีความแตกฉานจนสามารถระลึกถึงชาติปางก่อนได้ พระฤาษีนารัท ได้เคยทำนายดวงชะตาของนางปราวตีไว้ว่า นางมีลักษณะมงคลยิ่งใหญ่ และจะนำความผาสุขมาให้กับครอบครัว สวามีของนางจะเป็นโยคีนุ่งห่มด้วยหนังช้างและหนังเสือ
 
ฝ่ายท้าวหิมวัต เจ้าแห่งขุนเขาหิมาลัยและนางเมนกาเป็นทุกข์ที่สุด เพราะคำทำนายของพระฤาษีนารัท (นารอด) ไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่รู้ว่าจะยกนางปราวตีให้กับพระศิวะเทพได้อย่างไร เพราะพระศิวะเทพอยู่ในสภาวะความรู้สึกแห่งอารมณ์ เพราะประกอบกรรมฐาน ในช่วงเวลาหนึ่ง พระศิวะเทพได้เสด็จมายังดินแดนอุษชิปรัสกะเพื่อทำสมาธิ ท้าวหิมวัตเห็นช่องทางนี้ จึงเสด็จไปเข้าเฝ้า กล่าวคำสรรเสริญและขอเป็นทาสรับใช้ตลอดกาล พระศิวะเทพทรงพอพระทัย ทรงลืมพระเนตรจากกรรมฐาน รับสั่งด้วยความพอพระทัย และขอร้องให้ท้าวหิมวัตช่วยจัดการเคลียร์พื้นที่ อย่าให้ใครเข้ามารบกวนอาณาบริเวณดังกล่าว เพราะต้องการประกอบกรรมฐาน ณ คงคาวัตวัณ แคว้นหิมาลัย พระหิมวัตจึงมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามปู้ใดฝ่าฝืน รุ่งขึ้น ท้าวหิมวัตพร้อมด้วยพระนางปราวตีนำผลไม้มาถวายพระศิวะเทพ ท้าวหิมวัตทรงแนะนำนางปราวตีให้พระศิวะเทพรับธิดาพระองค์นี้ไปเป็นผู้รับใช้ เมื่อทรงเห็นความงามของพระแม่ปราวตี ก็บังเกิดคตวามรักและพอพระทัยแต่ในที่สุดก็สลัดความเคลิบเคลิ้มนั้นเสีย และเข้าสู่สมาธิโดยทันที ท้าวหิมวัตเห็นเช่นนั้น ก็สวดสรรเสริญเพื่อขอให้ลืมพระเนตรอีกครั้ง ท้าวหิมวัตบอกว่า ทุกวันท้าวหิมวัตและปราวตี จะเป็นผู้มาเคารพบูชาพระองค์ พระศิวะเทพบอกว่าท้าวหิมวัติมาได้ ยกเว้นแต่นางปราวตี มหาเทวะให้เหตุผลว่า ผู้หญิงเป็นฉากแห่งความหลอกลวง ซึ่งปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวว่า หญิงสาวสวยนั้นเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญพรตของชาย การยุ่งเกี่ยวกับหญิงเป็นการฝักใฝ่ต่อการมีความสุขสำราญทางเพศ ผู้บำเพ็ญพรตที่ดีอาจจะถูกทำลายตบะลงได้ เพราะผู้หญิงคือรากฐานแห่งความรักและติดพันแห่งโลกนางจะเป็นผู้ทำลายความสามารถของผู้ชายลงสิ้น
 
ด้วยความฉลาดของพระแม่อุมา-ปราวตี จึงได้แสดงความเคารพต่อองค์พระศิวะเทพ และทูลโต้เยงอย่างสุภาพว่า พระศิวะเป็นเทพเจ้าแห่งกรรมฐาน เป็นวิญญาณอันยิ่งใหญ้แห่งจักรวาล ไม่มีโอนเอนและคลาดเคลื่อนด้วยพลังที่อยู่เหนือธรรมชาต (รักฤติ) แล้วทำไมศิวะเทพจึงเกรงกลัวต่อผู้หญิงตัวเล็กอย่างนางด้วยเล่า
 
ในที่สุด ศิวะเทพก็จำนนด้วยปัญญาแห่งนางปราวตี พระนางและสหาย 2 นาง จึงเข้าออกบริเวณนี้ได้ พระนางปฏิบัติรับใช้ด้วยการล้างพระมหาเทพ และดื่มน้ำล้างพระบาทศักดิ์สิทธิ์เป็ฯประจำ พร้อมกับเช็ดถูเป็นประจำ นางถวายการรับใช้อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมขับร้องเพลงแสดงความรักต่อศิวะเทพ พระศิวะเทพไม่มีอารมณ์ทางเพศ ด้วยญาณยิ่งใหญ่แห่งโยคะทรงตั้งปฏิญาณไว้ว่า นางผู้จะมาเป็นภริยาจะต้องเป็ฯโยคินีด้วย เพราะความมุ่งมั่นในสิ่งเดียวกันนั้น จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ พระพรหมทรงมีบัญชาสั่งให้กามเทพไปแผลงศร ปรากฎว่าลูกศรไม่อาจเคลื่อนคลอนในตัวพระศิวะเทพได้ ซ้ำกามเทพยังถูกพระเนตรที่สามของพระศิวะเทพ ทำลายจนเป็นเถ้าถ่าน
 
ฤาษีนารัทแนะนำให้ปราวตี นุ่งครองผ้าฝ้ายธรรมดา สีเปลือกไม้แห้งไปบำเพ็ญพรตที่คงคาวัตวัณ เป็นเวลายาวนานถึง 3 พันปีเทพ
 
ฤดูร้อน ทรงก่อกองไฟรายล้อมพระองค์มั่นคง ในการสวดมนตร์ โอม นมัช ศิวาย
ฤดูฝน พระนางปราวตีนั่งบนพื้นดิน ปล่อยให้ร่างกายชุ่มโชคด้วยน้ำฝน สำรวมจิตใจไม่สะทกสะท้าน
ฤดูหนาว ประทับอยู่ในน้ำ ระหว่างหิมะตกในยามราตรี ทรงทำสมาธิด้วยความอดทน ไม่ย่อท้อ เอาแต่สำรวมแน่วแน่ต่อศิวะเทพพระองค์เดียวเท่านั้น
 
ในปีแรก ทรงทานผลไม้เพียงอย่างเดียว ปีที่สอง ทานผักและใบไม้ ปีที่สามอดอาหารนั่งกรรมฐาน ด้วยแรงสมาธิอันแรงกล้าเช่นนี้ ทำให้โลกลุกไหม้ด้วยไฟเพลิงแห่งพลังโยคะของนาง ทั้งสามโลกร้อนรนจนไม่อาจจะทนทานได้ นอกจากนี้พระนางยังทรงยืนขาเดียวอีกด้วย พระศิวะเทพพอใจนางในฐานะของโยคินี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการพิสูจน์ความมั่นคงในจิตใจนางด้วย ดังนั้น จึงได้ส่งฤาษีเข้าไปทำลายความตั้งใจของนางเสีย แต่นางก็ยังยืนยันความมั่นคงในองค์พระศิวะเทพพระนางได้กล่าวว่า
 
มาตรแม้นศิวะเทพจะไม่รับนางเป็นชายา นางจะถือเพศพรหมจาริณีจนวันตาย แม้อาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก เขาพระสุเมรุเคลื่อนที่ พระเพลิงเยือกเย็น ดอกบัวบานบนก้อนหิน ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของนางได้
 
ในที่สุด พระศิวะต้องแปลงเป็นพราหมณ์เฒ่า มาโยกคลอนจิตใจของนางอีก เพราะเป็นขณะเดียวกันที่นางคิดทำลายตัวเองด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ ปรากฎว่าไฟที่พระนางกระโดดลงไปนั้น กลายเป็นไฟเย็นและมอดลงโดยฉับพลัน มิอาจทำอันตรายนางได้เลย พราหมณ์เฒ่าพยายามกล่าวติเตียนศิวะเทพ และชักจูงให้นางเปลี่ยนใจ แต่ไม่เป็นผล พราหมณ์เฒ่าจึงคืนร่าเดิม ปรากฎร่างเป็นศิวะเทพอยู่เบื้องหน้าของนางอุมา-ปราวตี และให้คำมั่นจะรับนางเป็นชายา ภายหลังแต่งงานแล้วปรากฎว่าศิวะเทพและนางปราวตี ได้ประทับอยู่ในห้องส่วนพระองค์เป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี ไม่มีเทพเทวดาพระองค์ใดได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเลย จนกระทั่ง เกิดอสูรเข้ารุกรานฝ่านเทพ และแทพทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำอยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เองพระนางอุมา-ปราวตี จึงต้องมีการอวตารไปสู้รบกับอสูรเพื่อความสงบของจักรวาล
 
 
***จากหนังสือ ตำนานมหาเทพแห่งสรวงสวรรค์ เรียบเรียงโดย มนตรี จันทร์ศิริ

มนตรา:
 
สวัสดีคะคุณ magic ฉันมนตรานะคะคุณสบายดีหรือเปล่าคะ
 
ฉันได้อ่านประวัติขององค์พระแม่แล้วคุณเก่งจริงๆๆนะคะ
 
ฉันขอชมคุณด้วยใจจริงๆๆนะคะ ถ้าคุณไม่รังเกียด ฉันขอ
 
ดูหิ้งที่บ้านคุณจะได้ไหมคะ ถ้าคุณมีเวลาก็ถ่ายมาให้ดู
 
บ้างนะคะ ขอบคุณนะคะ คุณทานให้น้อยๆหน่อยนะคะ
 
สงสัยว่าที่บ้านคงจะทำอาหารอร่อยมากๆๆๆเลยใช่ไหมคะ
 
วันงานแห่พระแม่เดือนหน้าเราคงมีโอกาสได้เจอกันนะคะ
 
มนตราพูดเล่นนะ มีคนมากๆๆจะเจอกันได้อย่างไร
 
แค่นี้ก่อนนะคะ   ถ้าฉันมีเวลาฉันจะเข้ามาใหม่นะคะ
 
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ