ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
มิถุนายน 25, 2019, 06:52:39
35.491 กระทู้ ใน 4.046 หัวข้อ โดย 4.866 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Tonyoam
+  ชุมชนคนรัก...ฮินดู (ฮินดูมิทติ้ง HM)
|-+  Buddhist สนทนา
| |-+  สนทนาภาษาพุทธ (ผู้ดูแล: กาลิทัส, อักษรชนนี)
| | |-+  ตันตระ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ตันตระ  (อ่าน 10977 ครั้ง)
durgakali
ยามา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 88


พระเจ้าอยากเข้าหาทุกคนแต่บางคนไม่อยากเข้าหาพระเจ้า


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 16, 2010, 17:48:10 »

http://www.hindumeeting.com/forum/richedit/smileys/YahooIM/102.gif
ตันตระ
  อะไรกันเล่นตันตระถึงพระพุทธเชียวหรือ ไม่เข้าไจชาววัชรยานจริงๆhttp://www.hindumeeting.com/forum/richedit/smileys/YahooIM/107.gif
ตันตระ
 




บันทึกการเข้า
คุณ บาส
เวหัปผลา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 321



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 16, 2010, 18:00:12 »

แบบนี้มีมานานแล้วครับ ดูจากพระของทางวัชรยาน ยังมีตั้งหลายองค์ บางองค์ก็มีหลายกร ซึ่งก็เข้าข่ายตันตระ มาตั้งนานแล้ว เพราะเท่าที่ผมทราบ ตันตระ จะแสดงถึง พลัง อำนาจ หรือไม่ก็ ทางด้าน กามารมณ์


สำหรับผมแล้วรูปทางด้านบน ถือว่าแปลกตามาก สำหรับผมครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 16, 2010, 18:05:15 โดย คุณ บาส » บันทึกการเข้า
Oam
ดุสิต
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 98



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 16, 2010, 18:39:31 »

ไม่น่าแปลกนะครับ...

เพราะวัชรยาน คือ พุทธศาสนามหายาน ผนวกกับลัทธิผีสางเทวดา ไสยศาสตร์ท้องถิ่น (ฮินดู)
ที่มีมาก่อนในพื้นที่นั้น ดังนั้น แนวคิดเรื่องเพศ และการดึงพลังทางเพศมาใช้ จึงเป็นไปได้
ผมไม่ได้ศึกษาละเอียดเท่าไหร่ แต่เท่าที่พอทราบก็คือ...

เขาไม่ได้ใช้รูปอย่างนี้เพื่อกระตุ้นกามารมณ์... แต่เป็นปริศนาธรรมว่า..
การบรรลุสมาธิธรรมบางอย่าง ก็ต้องกาศัยความพอดี ความประสานกันของธาตุ
เหมือนกับทางฮินดู ที่มีอรรถนารีศวร แสดงถึงหยินและหยาง ที่สมดุลย์..
ภายหลัง ถึงมีการคิดคันการทำสมาธิขณะมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อถึงจุดสุดยอด
ก็อาจบรรลุผลของสมาธิแบบนั้นๆ โดยอาศัยการเดินพลังจากจักระ 7 ฐาน
ผนวกกับพลังทางเพศเป็นตัวขับ.. ก็อาจบรรลุสมาธิตามแบบของเขาได้...
ซึ่งผมคิดว่า คงไม่ง่ายต่อการฝึก และไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะอุตริอยากฝึกเพื่อสนองกิเลสของตนได้

เนื่องจากการขับเคลื่อนพลังจากจักระ ตามฐานต่างๆ ก็ต้องมีพื้นฐานในการเคลื่อนพลังดีอยู่แล้ว
ยิ่งผนวกกับการร่วมเพศ ก็ต้องอาศัยความสมดุลย์ และสอดคล้อง พร้อมเพรียงของทั้ง 2 ฝ่าย
อาจต้องฝึกหลายครั้ง และต้องระมัดระวัง ถ้าเดินจักระผิด พลังที่เดินปะทุมากไปที่ใดที่หนึ่ง
ก็อาจส่งผลให้วิปลาสไปได้ง่ายๆ..

ขณะเดียวกัน..รูปดังกล่าว เป็นการพิสูจน์กิเลสของผู้มอง ว่า..
มองแล้วคิดอย่างไร คิดเรื่องเพศ หรือ คิดให้ปลง..
ถ้าสังเกตุหน้าของพระ จะเห็นว่า นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร..

มันเป็นสไตล์ และรูปแบบคติ ของลัทธินี้น่ะครับ..
ซึ่งต้องเข้าใจพื้นฐานของความเป็นมาของเขาก่อน..

ผมก็พอทราบแค่นี้แหละ
บันทึกการเข้า
คุณ บาส
เวหัปผลา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 321



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 16, 2010, 18:43:12 »

ขอบคุณ คุณ oam มากเลยครับ ที่เข้ามาให้ความรู้ บวก กับแนวคิดในการแสดงออกของรูปภาพ ที่เป็นปริศาธรรม ครับ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 16, 2010, 18:45:07 โดย คุณ บาส » บันทึกการเข้า
coconung
จาตุมหาราชิกา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


พระแม่คือที่สุดแห่งดวงใจข้าพเจ้า

muruga_26@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2010, 05:09:42 »

ตรันตระคือรูปแบบแห่งการกำเนิดครับ
เป็นการฝึกสมาธิขั้นสูงเพื่อการบรรลุธรรมตามแบบวัชระญาณ
ผู้ที่ฝึกในขั้นนี้ได้จะต้องเป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูงเท่านั้น
และผู้ที่ฝึกได้สำเร็จก้อจะบรรลุวิธีแห่งวัชระก็คือการ
บรรลุซกเซน
บันทึกการเข้า
กาลปุตรา
ปรนิมมิตวสวัตดี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 144



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 08:59:33 »

ตันตระนี้หมายถึง รหัส หรือ ความลับ โดยเริ่มเกิดขึ้นก่อนยุคของศาสนาฮินดู อันเป็นนิกายหนึ่งที่มีรากฐานมาจากนิกายสรวาสติวาทะ (อาจาริยวาท) เป็นนิกายที่เกิดขึ้นมาก่อนจะเป็นมหายานและวัชรยาน โดยนิกายนี้มีจุดเด่นที่การใช้ทวิธรรมหรือธรรมคู่ และการฝึกจิตด้วยรหัสต่างๆ พูดง่ายๆ คือ แสดงออกในรูปปริศนาธรรมต่างๆ นั่นเอง โดยมีมุมมองคล้ายๆ ลัทธิเต๋าของจีนที่ว่า มีขาวย่อมมีดำ มีดีย่อมมีเลว มีเกิดย่อมมีดับ มีชายย่อมมีหญิง เป็นต้น

ต่อมาเมื่อต้องมาพัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับศาสนาฮินดู ที่นำศาสนาพราหมณ์มาปรับปรุงใหม่โดยดึงเอาหลักปรัชญาของศาสนาพุทธเข้าไปผสมกับศาสนาพราหมณ์เดิมจนออกมาเป็นศาสนาฮินดู

นิกายสรวาสติวาทะจึงได้มีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดและสามารถต่อกรกับศาสนาฮินดูได้ จึงมีการนำเรื่องพระพุทธเจ้าที่เชื่อว่ามีจำนวนอนันต์มาใช้เป็นเครื่องต่อสู้ เมื่อมีพระพุทธเจ้ามากมายดั่งเม็ดทรายในคงคามหานที ก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาว่าพระพุทธเจ้านั้นต้องมีจุดกำเนิดสิ นั่นเองจึงเป็นการเริ่มต้นของพระอาทิพุทธเจ้าขึ้น แล้วแบ่งภาคเป็นรูปสัมโภคกายด้วยอำนาจญาณออกไปเป็นพุทธเจ้าอีกมากมายที่สถิตอยู่บนพุทธเกษตร อีกทั้งยังแบ่งภาคลงมาเป็นพระพุทธเจ้าในภาคนิรมาณกายที่ปรากฏบนโลกอีก

จากนั้นจึงเพิ่มกำลังพลให้ศาสนาพุทธเข้มแข็งสามารถต่อสู้กับศาสนาฮินดูได้มากขึ้น ด้วยการดึงเอาพระโพธิสัตว์ต่างๆ เข้ามารวมเป็นกองทัพใหม่ด้วย อันเป็นที่มาของมหายานและวัชรยานในปัจจุบัน

เมื่อนานเข้า และ เมื่อนิกายย่อยๆ ของนิกายสรวาสติวาทะได้แผ่ขึ้นไปทางเหนือของอินเดีย และประเทศต่างๆ ก็รับเอาวัฒนธรรมความเชื่อของดินแดนนั้นๆ เข้ามาผสมผสานด้วย เฉกเช่นเดียวกับวิธีดูดกลืนศาสนาอื่นของศาสนาฮินดูนั่นเอง

เมื่อนิกายสรวาสติวาทะเคลื่อนเข้าสู่ทางตอนเหนือของอินเดีย ก็ได้แตกแขนงออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งทั้ง 3 ระดับนั้นก็นำวิชาตันตระนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน คือ

1. มันตรยาน อันจะเน้นในพิธีกรรม โดยจะใช้มนตร์และมุทรา (การแสดงปริศนาธรรมด้วยนิ้ว) มาใช้ในการถ่ายทอดธรรมด้วยรหัสต่างๆ ตามแบบตันตระ
2. วัชรยาน จะเน้นในสหัชญาณ จะเน้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งภายในจิต โดยผ่านวิถีแห่งตันตระเป็นคำปริศนาที่ไม่ตายตัว
3. กาลจักร เป็นขั้นที่เน้นการประสานความคิดที่แตกแยกทางทรรศนะต่างๆ แล้วหาความเป็นกลางที่ลงตัว ยอมรับเอาปรัชญาธรรมต่างๆ เข้ามาเป็นของตนเอง จึงเห็นได้ว่ามีการนำเอาเทพเจ้าของฮินดู เอาวิชาโหราศาสตร์ เช้ามาร่วมด้วย อีกทั้งยังมีการนำเอาเทพเจ้าพื้นเมืองมาร่วมอีกเช่นกัน แล้วมีการสร้างเทพใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมาย อาทิเช่นพวกเทพยิดัม ยับ-ยุม เป็นต้น

ดังนั้นภาพที่เราเห็นพระอาทิพุทธเจ้ากอดรัดอยู่กับศักติของพระองค์นั้น จึงไม่ได้แสดงรหัสหรือสื่อความหมายไปทางอนาจารอย่างที่เราคิดกันเลย นั่นเป็นภาพปริศนารหัสธรรมตามแนวของตันตระ ที่ว่ามีชายย่อมมีหญิง มีขาวย่อมมีดำ มีปรากฏย่อมมีไม่ปรากฏ

เมื่อจะสื่อให้เห็นถึงการกำเนิดของพระพุทธเจ้าในรูปแบบต่างๆ แล้ว จึงต้องนำภาพศักติมาอธิบายร่วมกับพระอาทิพุทธเจ้า เพื่อความเข้าใจได้ว่าเมื่อชายและหญิงมารวมกันย่อมก่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมานั่นเอง ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจที่มาของตันตระแล้วย่อมจะมองว่าภาพนี้เป็นภาพลามกอนารไปก็ย่อมได้

อีกอย่างมีหลายท่านเข้าใจกันว่า วิชาตันตระนั้นมีที่มาจาก ลัทธิไศวะศักติหรือตันตระฮินดู ซึ่งเราจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าจะมีการร่วมเพศกันในเทวสถานถวายแด่เทพเจ้า

คนที่คิดว่าพุทธตันตระก็คงมีความคล้ายกันเช่นนั้น เมื่อดูจากภาพพระอาทิพุทธเจ้า นั่นเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะปรัชญาพุทธตันตระฉบับเดิมจริงๆ นั้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายไปในทางเช่นนั้นเลย ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอกเราอาจะมองว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ในทางปฏิบัติและจุดประสงค์ของวิชาและทางปรัชญานั้นจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง

พุทธตันตระนั้นตามประวัติแล้วเกิดก่อนลัทธิตันตระของฮินดูนานมาก โดยต้องเข้าใจกันก่อนว่า ระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดูนั้นมีการแย่งชิงพื้นที่การนับถือจากชาวอินเดียกันเป็นอย่างมาก ต่างฝ่ายต่างก็ดึงเอาข้อดีของอีกฝ่ายกันไปใช้ บ้างก็ดึงไปทั้งหมด บ้างก็ดึงไปได้เพียงบางส่วนแบบขาดๆ เกินๆ

โดยฮินดูตันตระมีเป้าหมายที่ การเข้ารวมกับศักติแล้วจะเพียบพร้อมไปด้วยพลังอำนาจ เพราะการรวมกันระหว่างศิวะกับศักติ โลกจึงได้กำเนิดขึ้น อันการติดอยู่ในรูปลักษณ์นั่นเอง

ส่วนพุทธตันตระนั้น มีจุดมุ่งหมายต่างจากลัทธิตันตระของฮินดู โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความเป็นสูญตา อันเป็นภาวะที่ว่างเปล่าแต่ไม่ว่างเปล่า ไม่ได้เกิดจากการสร้างหรือจากการปรุงแต่งใดๆ เป็นสภาวะที่แท้จริงเป็นสัจธรรมของธรรมชาติ อันมีอยู่แล้วตั้งอยู่แล้วก่อนการสร้างและข้ามพ้นจากการสร้างทั้งปวงด้วย

เมื่อทราบดังนี้คงเข้าใจถึงพุทธตันตระมากขึ้นนะครับ และภาพที่ปรากฏก็ไม่ได้ลามกอนาจารอย่างที่เราคิดกัน ที่หลายท่านคิดกันไปเช่นนั้นก็เพราะเรานั้นไปรับเอาเรื่องหรือความเข้าแบบผิดๆ ของตันตระในแบบฮินดูมา

 
ซึ่งตอนหลังศาสนาฮินดูส่วนใหญ่เขาก็ได้ปฏิเสธแนวทางของนิกายนี้อย่างสิ้นเชิง และยังระบุว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด ในแก่นแท้และเป้าหมายสูงสุดของศาสนาฮินดูเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย
 
ซึ่งในไทยเราก็มีการนำลัทธิตันตระในแบบที่ยังไม่แตกฉานในวิถีแห่งตันตระมาใช้เช่นกัน โดยจะไปเน้นกรรมวิธีทางไสยศาสตร์เป็นหลัก มากกว่านำมาแสวงหาอภิธรรม อภิปรัชญาทางพุทธศาสนา โดยมีให้เห็นว่าที่มีการนำมาใช้แบบนี้จะมีการกระทำพิธีกรรมเสริมดวง การใช้วัตถุภายนอกมาช่วยในการแก้กรรม ซึ่งต้องบอกเลยว่าผู้ที่นำตันตระมาใช้เช่นนี้มิได้มีความเข้าใจในระบบตันตระที่แท้จริงเลย แถมยังผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาที่มุ่งเน้นการหลุดพ้นที่เกิดขึ้นจากพุทธิปัญญาด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2010, 19:17:29 โดย กาลปุตรา » บันทึกการเข้า

อันจิตมนุษย์นั้นชอบวิ่งออกไปแสวงหาพระเจ้าจากวัตถุภายนอก
จนลืมย้อนมองดูพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง อันสถิตอยู่ในใจเรา
[/COLOR][/HIGHLIGHT][/FONT]
คุณ บาส
เวหัปผลา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 321



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 09:39:39 »

ที่แท้ ตันตระของพุทธ กับ ของ ฮินดูไม่เหมือนกันนี่เอง เราก็เข้าใจผิดมานาน ขอบคุณ คุณกาลปุตรามากครับ ที่มาอธิบายความแตกต่างระหว่าตันตระของทั้งสอง ครับ
บันทึกการเข้า
อัปสราวตาร
จาตุมหาราชิกา
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2010, 09:22:59 »

โอ๊ยทำไมภาพข้างบนเป็นแบบนี้ ว้าทำไม  นี่มันลักษณะของพระพุทธนะเพราะมีพระเกตุมาลา  ปรกติเราจะเห็นภาพเสพสังวาสเหล่านี้กับพระโพธิสัตว์เหวัชวะ   ทำไมภาพด้านบนเป็นพระพุทธอะ
เห็นแล้วรับไม่ได้อะ
 
 
บันทึกการเข้า

"อัปสราวตาร"
ฝ่่ายว่านนทุกก็รำตาม, ด้วยความพิสมัยใหลหลง. ถึงท่านาคาม้วนหางวง, ชี้ตรงถูกเพลาทันใด
หน้า: [1]
+  ชุมชนคนรัก...ฮินดู (ฮินดูมิทติ้ง HM)
|-+  Buddhist สนทนา
| |-+  สนทนาภาษาพุทธ (ผู้ดูแล: กาลิทัส, อักษรชนนี)
| | |-+  ตันตระ
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: