ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กันยายน 17, 2019, 07:34:21
35.491 กระทู้ ใน 4.046 หัวข้อ โดย 4.866 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Tonyoam
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 46 47 [48]
1881  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: ผม " กาลิทัส " แนะนำตัวครับ เมื่อ: มกราคม 29, 2009, 07:56:42
ม่ายได้ว่าอะไรครับ พี่สัตตเทวบุตร ที่ผมหมายถึง ว่าต้องมาก่อกวนอีกแน่นอน ก็คือ คนที่ผมเคยเล่าให้ฟังน่ะครับ
 
http://www.hindumeeting.com/forum/richedit/smileys/YahooIM/24.gif
แค่พวกโรคจิตน่ะพี่ อิๆๆๆ 
1882  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: ผม " กาลิทัส " แนะนำตัวครับ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 16:32:56
  อืม !!! คิดว่าน่าจะมีแน่นอนครับเท่าที่ติดตามข่าวอยู่ตลอด

แต่งานนี้คงไม่มีอะไรแล้วครับ เว็บมาสเตอร์แข็งขันครับผม
คิดว่าน่าจะสามารถจัดการได้ทุกเรื่องครับ
1883  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: ผม " กาลิทัส " แนะนำตัวครับ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 12:57:09
  MR.CYBER ตำแหน่งนี้ของพี่คนเดียว
1884  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: น้อง นม มาแล้ว นะคะ อิอิ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 12:55:53
  ใครน้า คุ้นๆ ภควณี รู้จักป่าวน้า!!
อ่านไปอ่านมา อ๋อ น้องนมคนสวย คนเดิมแห่ง Hindumeeting นี่เอง
ขอบคุณครับที่ติดตามมาทุกบอร์ดทุก version อิๆๆๆ
 
คราวนี้ไม่ปิด ไม่สัมปทาน อยู่ตรงนี้คงกระพันชาตรีครับ
1885  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: สวัสดีครับ ผม "สัตตเทวบุตร" ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านครับ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 12:53:29
สวัสดีครับ ท่านพี่ สัตตเทวบุตร ไปอยู่ตรงไหนก็เป็นน้องใหม่ทั้งนั้น ถ้าเห็นตัวจริงแล้วจะรู้ครับว่าตกลงน้องใหม่ หรือ เจ้าของเว็บไซต์ไหนกันแน่ แต่ที่แน่ๆ admin อีกคนของ hindumeeting ครับผม
 
ขอบคุณครับ เช่าโฮสต์ แถม admin
โปรโมชั่นดีๆ แบบนี้ที่ไหนมีอีกไม๊ครับ  
1886  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / Re: มาแล้วคับพี่น้อง เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 12:51:16
ยินดีต้อนรับ นายลางสังหรณ์ ดีใจครับที่ติดตามมาตลอด  
1887  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / ใบมะตูม ** ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศิวะเทพ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 12:49:16
ใบมะตูม ** ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศิวะเทพ

ถ้าได้มีโอการเหินฟ้าไปตามวัดต่างๆ ในประเทศอินเดีย เพื่อไปนมัสการเทพเจ้าแล้วถ้าสังเกตุให้ดี ทำไมแทบจะทุกวัดต้องมีการปลูกต้นมะตูม ???

(1) ในทางฮินดู
ใบมะตูมถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดีย เพราะคนอินเดียเชื่อว่าต้นมะตูมนั้นเป็นต้นไม้แห่งพระศิวะ ตามคัมภีร์จตุรมาสมหาตมะยะ ได้กล่าวไว้ว่า ใบมะตูมที่เป็นสามแฉกนั้นแทนพระผู้เป็นเจ้าทั้งสามพระองค์ คือ พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ ส่วนในคัมภีร์ไชมินีอรัณยกถากล่าวว่า นางเทราปที พระมหาสีของกษัตริย์ปานฑพทั้ง 5 ได้เคยถวายใบมะตูมที่มีจำนวนถึง 100,000 ใบแด่พระศิวะเพื่อขอพร เครื่องยืนยันว่าใบมะตูมเป็นไม้บูชาแห่งองค์ศิวะเทพคือ ชาวฮินดูมักจะเขียนรูปศิวลึงค์กับใบมะตูมไว้ด้วยกันเสมอ บ้างก็ว่าต้นมะตูมเกิดจากตรีพระนารายณ์ บางทีก็ว่าเสมือนอาวุธคู่พระทัยของพระศิวะนั่นคือตรีศูร และอีกอย่างครับ ชาวฮินดูมักจะใช้ใบมะตูมบูชาแก่พระศิวะในเทศกาลต่างๆ โดยจะขาดเสียไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดคือ 108 ใบครับ ((อันนี้เท่าที่ทราบมา ใครจะเสริมก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง)) ผมจำไม่ได้ว่าเค้าใช้บทสวดอะไรคู่กัน เดี๋ยวนึกออกแล้วจะเอามาลงให้ครับ 1 ใบ ต่อ 1 จบบทสวดครับ

(2) ในทางพุทธศาสนา
เชื่อกันว่าพระพรหมเคยถวายผลมะตูมแด่งองค์พระศาสดา และพระองค์ได้ประสาทมงคลพรไว้ว่า มะตูมเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดควรค่าแก่การเป็นเครื่องบูชา ป้องกันเสนียดจัญไร ขับไล่สิ่งอัปมงคล ภูติผีปีศาจได้ ใช้ทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ได้
สำหรับตัวผมเอง ผมมีเรื่องราวปาฏิหารย์กับต้นมะตูมครั้งนึง ตอนนี้ต้นมะตูมต้นนี้ก็ยังคงอยู่กับผม เจริญงอกงาม ใบใหญ่โตผิดมะตูมทั่วไปครับ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ผมซื้อต้นมะตูมมา แล้วเปลี่ยนกระถาง วางไว้ตรงระเบียงบ้าน ก็รดน้ำปกติ เห็นมีมดดำนิดหน่อย ก็ไม่ได้สนใจอะไร มารู้ที่หลังว่ามันทำรังเต็มไปทั้งกระถางมีทั้งมดดำ และมดคัดไฟ มันคงทำรังแล้วก็กัดจนต้นมะตูมค่อยๆ แห้งตาย ตายจริงๆ ใบแห้งหมด ต้นแห้งสนิท ขี้เกียจยกกระถางลง ปล่อยไว้อย่างงั้น เดี๋ยวซื้อใหม่แล้วมาใส่ไอ้กระถางเดิมนี่แหละ จนวันนึงผมก็จุดธูปไหว้พระจะนอน ก็เลยเอาไปปักไว้ไอ้กระถางต้นไม้ตายนี่แหละ แต่นึกยังไงไม่รู้ ปากเอ่ยไปว่า ผมอยากได้ใบมะตูมนี้ไว้บูชาองค์พ่อพระศิวะ ถ้าท่าน((ต้นมะตูม)) อยากถวายตัวแก่องค์พ่อ ขอให้ท่านเจริญงอกงาม เป็นต้นมะตูมที่สูงใหญ่ต่อไปในเบื้อหน้าด้วยเถิด สาธุ แล้วผมก็ปักธูป แล้วก็ทิ้งมันไว้อย่างงั้น พอดีช่วงนั้นฝนตกบ่อย ผมไม่ได้เปิดประตูระเบียงออกไปดูเลยสองอาทิตย์ต่อมาผมเปิดไปดู ตกใจครับ แตกกิ้งก้านสาขาออกมาจากต้นเดิมที่ตายไปแล้ว ใบใหญ่เท่าฝ่ามือ ให้ใครดูก้ไม่เชื่อว่าเป็นต้นมะตูมครับ เพราะใบใหญ่มาก ผมดูและต้นมะตูมต้นนี้มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ มีโอกาสก็เด็ดใบมาถวายองค์พ่อพระศิวะครับ
ปล. สำหรับเรื่องนางเทราปที กับ กษัตริย์ปาณฑพ ต้องไปหาหนังสือ สงครามมหาภารตะยุทธ์ อ่านครับ
ใบมะตูม ใช้บูชาเทพเจ้าทางฮินดูได้ทุกพระองค์
ใบสะเดา ใช้บูชาทางสายศักตินิกายคือใช้บูชาเจ้าแม่
ใบกระเพาะหรือกระเพาะแดง ใช้บูชาในสายของไวษณพนิกายหรือบูชาพระนารายณ์และพระนางลักษมี

108 ใบ กับ 108พระนาม พระศิวะน่ะครับ สวดจบ๑พระนาม ก็วางลง๑ใบ หรืออีกบทนึงที่นิยมสวดเวลาถวายก็ โอม ตัสมัย จักรายะ นมัส ศิวายะ

ใบกระเพราแดง

http://www.shc.ac.th/learning/botanical-garden/pic012.jpg


สะเดาอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า ใบนีม

http://www.neemproduct.com/images/neem2.jpg


ใบสะเดา ใช้บูชาทางสายศักตินิกายคือใช้บูชาเจ้าแม่ คนละแบบกับสะเดาไทยนะคับ
1888  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / เทศกาลคเณศจตุรถี เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 11:22:58
เทศกาลคเณศจตุรถี หรือ วันเกิดพระพิฆเนศครับ

ในประเทศอินเดียถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของการบูชาองค์พระพิฆเนศครับ เพราะเชื่อกันว่าวันนั้นพระองค์จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์เพื่อประทานพร แก่ผู้ที่ศรัทธาครับ
(( ปีนี้ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 51 ))



เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศอินเดียและทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้นจะแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมืองและมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายต่างๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพันองค์ ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวตี ฯลฯ แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล
เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทำกันมาแต่โบราณ และหนึ่งในพิธีกรรมสำคัญที่กระทำกันก็คือ "พิธีสรงน้ำ สรงนม ถวายอาหารและอารตีบูชาไฟ"

ส่วนทำไมถึงต้องนำไปลอยน้ำนั้น บ้างก็ว่า
- เมื่อพระองค์เสด็จมาให้พรแล้ว ก็ส่งพระองค์กลับทางแม่น้ำคงคา ซึ่งจะไหลไปยังเทวโลกครับ
- ถือว่าเป็นการสรงน้ำองค์พระคเนชครับ เพื่อถือเป็นการเฉลิมฉลองว่า
" O father Ganesha, come again early next year"
ครับผม
1889  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / การบูชาพระของฮินดูตามธรรมเนียมที่ถูกต้อง เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 11:17:13
โดยปกตินั้น การบูชาของฮินดูตามประเพณีที่ถูกต้องและเป็นพิธีการ จะต้องประกอบด้วยสองส่วนที่สำคัญ
1.ยชมาน ได้แก่ผู้เป็นเจ้าภาพหรือเป็นผู้กระทำขั้นตอนต่างๆของพิธีนั้นๆ ผู้เป็นยชมานจะได้บุญจากการประกอบพิธีนั้นครับ เพราะเป็นผู้บูชา
2.พราหมณ หมายถึง พราหมณ์ที่เราเชิญมาให้เป็นผู้สวดพระเวทตามขั้นตอนต่างๆ และอำนวยการพิธี ครับ ในประเพณีฮินดู แต่ละครอบครัวจะมี พราหมณ์ประจำครอบครัว เรียกว่า ปุโรหิตครับ
ถ้าจะทำให้ถูกต้องจะต้องมีทั้งพราหมณ์และเราในฐานะผู้เป็นเจ้าภาพครับ แม้แต่พราหมณ์เองเมื่อจะประกอบพิธีที่สำคัญก็จะต้องเอาพราหมณ์อื่น มาสวดครับ
ส่วนการ บูชา หรือ "ปูชา" นั้น มีหลายระดับ หลายแบบครับ เริ่มตั้งแต่ แบบง่ายๆ ไม่มกี่ขั้นตอน หรือเพียงแค่การไหว้เฉยๆ ไปจนถึงมีการใช้มนตร์ในพระเวทและประกอบด้วยขั้นตอนมากมายครับ จะลองนำเท่าที่จะเห็นว่าสามารถกระทำได้มาให้นะครับ
การบูชาที่สามารถกระทำในบ้านเรือนนั้น หรือง่ายนั้น เรียกว่า ลฆุปูชา (บูชาเล็กน้อย) หรือหากทำเป็นประจำทุกวัน จะเรียกว่า ไทนิกปูชา ครับ การบูชาประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องเอามนตร์ในพระเวท หรือโศลกต่างๆมาใช้ในการบูชา แต่จะประกอบด้วยส่วนสำคัญง่ายๆ คือ
1.มนตร์ของเทพที่เราทำการบูชานั้น ตามด้วย
2.คำถวายบูชา หรือบอกว่าเรากำลังทำอะไรถวาย
อาจเพิ่มบทสวดมนตร์ที่พอสวดได้ครับ
ทั้งนี้ เวลาชาวอินเดียบูชาพระจะทำครั้งละองค์ครับ หรือถ้าบูชาหลายองค์ในเวลาเดียวกัน ก็ทำไปทีละองค์ครับ โดยต้องเริ่มที่พระคเณศก่อนเสมอ ไม่ว่าจะบูชาองค์ใดก็ตามจะต้องเริ่มที่พระคเณศก่อนเสมอครับ
เวลา
เรามักบูชาในช่วงเวลาสันธยา เช้ามืดและหัวค่ำครับ หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ถ้าไม่สะดวกก็ตามเวลาที่สะดวกครับ
แต่ถ้าไม่สะวกที่จะทำทุกขั้นตอน ก็ให้บูชาง่ายๆ ในแต่ละวัน ส่วนที่ขั้นตอนมากๆ ให้ทำในเวลาเทศกาลพิเศษหรือวันพิเศษสำหรับองค์นั้นครับ
การเตรียมตัว
ต้องอาบน้ำก่อนครับ หรืออย่างน้อยๆควรชำระมือเท้าปากให้สะอาดครับ ถ้าเป็นเทศกาลสำคัญควรทานมังสวิรัติหรือถือพรตอดอาหารและงดการเสพเมถุนธรรม เสื้อผ้าไม่ต้องขาวก็ได้ โดยปกติผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์จะไม่นุ่งโธตีแบบโจงกระเบนนะครับ แต่บางที่อาจให้นุ่งแบบผ้าถุงก็ได้ครับ
1.เมื่อมายังที่บุชาให้ประพรมน้ำไปรอบๆตัว อธิษฐานให้เกิดความบริสุทธิ์สะอาด
2.จิบน้ำสามครั้ง(อาจมนมฺ) เอาน้ำใส่อุ้งมือขวาแล้วจิบจากโคนมือ
สวดว่า ครั้งที่ 1 โอม เกศวาย นมะ
2.ครั้ง 2 โอม นารายณาย นมะ
3.ครั้ง 3 โอม มาธวาย นมะ
แล้วล้างมือสวด โอม หฤษีเกศาย นมะ
เจิม จันทน์ ที่หน้าผากเราเองใช้สีไหนก็ได้แดงส้ม เหลือง ถ้าไม่มีใช้น้ำเปล่าด้วยนิ้วนางขวา
สำรวมใจรำลึกว่ากำลังจะบูชา ที่ไหน ว.ด.ป.เวลาใด ถวายใคร เราชื่ออะไร นี่เรียกว่า สังกัลปะ ปกติจะต้องเป็นสันสกฤต แต่อนุโลมตามแบบไทยๆ เอาดอกไม้ใส่มือขวา นึกเสร็จถวาย
จากนั้นเริ่มการบูชา
ให้สวดมนตร์ว่า(สวดถึงเทวดาทั้งหลาย พ่อแม่ครูอาจารย์)
โอมศรีมันมหาคณาธิปตเย นมะ
ลักษมีนารายณภยาม นมะ
อุมามเหศวราภยาม นมะ
หิรัณยคัรภาภยาม นมะ
สถานเทวตาภโย นมะ
กุลเทวตาภโย นมะ
อิษฎเทวตาภโย นมะ
สรเวภโย เทเวภโย นมะ
สรเวภโย ศรีคุรุภโย นมะ
สรเวภโยพราหมณมเณภโยนมะ
มาตาปิตฤจรณกมเลภโย นมะ
อวิฆนมัสตุ
สวดมนร์ถึงพระคเณศซักบทใดบทหนึ่งก่อน(ถ้าบูชาองค์อื่นๆ)แล้วถวายดอกไม้
1.นำเทวรูปมา ทำการอันเชิญสวดว่า...... อาวาหยามิ
2.ถวายที่นั่ง(ใช้เม็ดข้าวสารแทน) สวด ....... อสนัม สมรปยามิ
3..นำมูรติของเทพมาตั้งในที่สมควร
สรงด้วยน้ำสะอาด สวดว่า
โอมฺ คํ คณปตเย นมะ(อ่านว่า โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ)สนานัม สะมะระปยามิ
4.สรงด้วยนมสดสวดว่า
โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ ปยะสนานนัม สะมะระปะยามิ
5.สรงด้วยของ 5 อย่างผสมกันอย่างละนิด(เนย โยเกิร์ต นม น้ำผึ้ง น้ำตาล)สวดว่า โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ ปัญจามะริดตะ สนานนัมสะมะระปะยามิ
6.จากนั้นสรงด้วยน้ำสะอาดอีกทีชำระล้าง เช็ด
7.พรมด้วยน้ำอบน้ำหอม แต้มเจิมด้วยผงสีแดง(สินทูร) หรือแป้งกระแจะแบบไทยๆก็ได้ที่พระนลาฏ(หน้าผาก)
สวดว่าโอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ คันธัม สะมะระปะยามิ
8.ถวายเครื่องทรงถ้ามี สวดว่าโอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ วัสตะรัมสะมะระปะยามิ
9.ถวายดอกไม้พวงมาลัย สวดว่าโอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ มาลาปุษปัมสมรปยามิ
10.ถ้าเป็นพระคเณศ ถวายใบหญ้าแพรก สวดว่าโอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ ทูรวาปัตรัม สมรปยามิ
เป็นพระศิวะถวายใบมะตูม สวดว่า บิลวะปัตรัม สมรปะยามิ
พระนารายณ์ ถวายใบกระเพราแดง สวดว่า ตุลสีปัตรัม สมรปยามิ
11.ถวายธูป(เอาวนๆขวาหน้าพระ 5 รอบ ธูป 5 ดอก) สวดว่า ธูปัม สะมะระปะยามิ
11.ถวายอาหาร(ขนมลัฑฑู สำหรับพระคเณศ) หรือขนมที่ไม่มีไข่เจือปน หรือผลไม้ต่างๆ
สวดว่า ไนเวดะยัม ผลานิ จะ สมรปะยามิ
12.ถวายหมาก ถ้ามีสวดว่าโอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ ตามบูลัม สะมะระปะยามิ
13.ถวายเงิน สวดว่า โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ
ดักษิณา สะมะระปะยามิ(เอาเงินนี้ไปทำบุญ)
14 เอาดอกไม้ใส่มืออธิษฐาน แล้วถวายดอกไม้นั้น
15.อารตีถวาย
สวดว่า โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ อารติกยัม สะมะระปะยามิ
16.เอาดอกไม้ใส่มืออธิษฐานขอขมาและเชิญท่านกลับ สวดว่า โอม กัง กะนะปะตะเย นะมะฮะ วิสะระจะนัม สะมะระปะยามิ
ประทักษิณ หมุนรอบตัวเองสามรอบ ก้มกราบลงสามครั้งเป็นอันเสร็จ สวดแผ่เมตตาว่า โอมฺ ศานติ ศานติ ศานติ หรือบท สฺรเว ภวันตุ สุขินะ...ฯลฯ
ของที่บูชาเอามาแบ่งกันทานเป็นมงคล
อันนี้ผมเขียนแบบคร่าวๆมากๆ คำอ่านก็ลองเขียนในแบบที่ท่านน่าจะเอาไปใช้ได้(ไม่ได้อิงการหลักถอดคำสันสกฤตมากนัก)
เวลาถวายบูชาองค์อื่นๆ ก็แค่เปลี่ยนคำข้างหน้าเป็นมนตร์ของแต่ละองค์
มนตร์เทพต่างๆ ที่ใช้ในการถวาย
1.พระคเณศ โอมฺ ศรี คเณศาย นมะ
พระศิวะ โอม นมะ ศิวาย (อ่าวว่า โอม นะมัศ ฉิวายะ หรือ นะมฮะ ฉิวายะก็ได้)
พระนารายณ์ โอมฺ นารายณาย นมะ หรือ โอม วิษฺณเว นมะ
พระพรหม โอมฺ พฺรหฺมเณ นมะ
พระแม่อุมาฯ โอมฺ อุมาไย นมะ หรือ โอมฺ อมฺพาไย นมะ
พระแม่ลักษมี โอมฺ มหาลกฺษฺมไย นมะ
พระแม่สรสฺวตี โอม มหาสรสฺวตฺไย นมะ
พระขันธกุมาร โอมฺ สกนฺทาย นมะ หรือ โอมฺ เทวเสนาย นมะ
พระกฤษณะ-ราธา โอมฺ ราธากฤษณาภยามฺ นมะ
พระราม-สีตา โอมฺ สีตารามภยามฺ นมะ
พระแม่อื่นๆ โอมฺ อมฺพาไย นมะ
ฯลฯ
ในการถวายบูชาต่างๆ ให้ใช้มือขวาเท่านั้น ส่วนการเจิมให้ใช้นิ้วนางขวา
แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนนี้ทั้งหมดครับ
เอาเป็นว่าในแต่ละวันให้ทำแค่
ถวายดอกไม้ ธูป อาหารและน้ำ ถ้าสามารถอารตีได้ก็ทำครับ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ที่สำคัญและถือเป้นขั้นสูงสุดของการบูชาคือมานัสบูชา(มานสปูชา) แปลว่าการบูชาด้วยใจ ถือไม่ต้องมีสิ่งภายนอกแต่ให้เอาสิ่งต่างจินตาการไว้ในใจแล้วถวายด้วยความภักดีครับ นั้นคือที่สุดครับ
สาธุครับ แต่ถ้าในสามารถทำครบทุกขั้นตอนของอุปจาระ ได้จะเหลือ แค่ 5 หรนือสาม ถวายแค่ธูป ประทีป ดอกไม้ อาหาร และการสวดมนตร์ ก็พอครับ โดย นานๆ จึงจะสรงน้ำก็ไม่ผิดครับ
อ่อ ยังไง มานัสบูชานั้น สำคัญสุดนะครับ
ที่มา พี่หริทาส
ขอบคุณครับ
1890  Hindu สนทนา / ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและอินเดีย / พิธีอภิเษกมฺ (Abhishekam) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 11:03:18
พิธีอภิเษกมฺ
(เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการสรงน้ำพระ)




พิธีอภิเษกมฺ เป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นภาษาบ้านเราแบบง่ายๆ ก็คือ " การสรงน้ำพระ "

พิธีอภิเษกมฺนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการบูชา และควรปฏิบัติด้วยความเคารพ ตั้งแต่เริ่มจนจบ คือ ตั้งแต่การทำอภิเษกมฺ การประดับตกแต่งองค์เทพ สวมใส่อาภรณ์ ถวายข้าวพระ รวมไปจนกระทั่งถึงการสวดมนต์สรรเสริญ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ต่างออกไป โดยเค้าไม่คิดว่าพิธีอภิเษกมฺเป็นส่วนหนึ่งของการบูชา แต่กลับคิดว่าการทำอภิเษกมฺ ถือเป็นเรื่องหลักด้วยซ้ำไป ก็คือการบูชาพระศิวลึงค์ ((การสรงน้ำศิวลึงค์)) และชาวอินเดียใต้นิยมบูชาพระวิษณุในรูปของพระบาลาจี การทำพิธีอภิเษกมฺนี้ผู้ทำต้องทำด้วยความประณีต และตระเตรียมเครื่องที่จะนำมาสรงพระให้ครบถ้วน พระพิธีนี้ไม่เหมือนสรงน้ำพระบ้านเราที่มีเพียงน้ำกับน้ำอบ แต่ยังมี น้ำบริสุทธิ์, นมบริสุทธิ์, โยเกิร์ต, น้ำมันเนย, น้ำผึ้ง รวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้ยังทำอภิเษกมฺด้วยดอกไม้ด้วย หลังจากสรงน้ำเสร็จ ก็ใส่อาภรณ์ให้กับพระ ตกแต่งเครื่องประดับให้สวยงาม สวดมนต์บูชา โดยการฮัมเสียง หรือใช้กระดิ่ง กลอง หรือเครื่องดนตรีต่างๆ อีกด้วย
1891  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / การอารตีตามแบบฮินดูโบราณ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 10:57:50
การอารตีนั้น จะเรียกว่าอารตี หรือในทางศาสนพิธีจะเรียกว่า นีราชนมฺ การนีราชนมฺ ถ้าพอจะเทียบกับพิธีพราหมณ์ของฝ่ายไทยคือการเวียนเทียนสมโภช ในตอนท้ายของพิธีนั่นเอง
 

 
การอารตี หรือนีราชนมฺ ตามประเพณีฮินดูอาจแบ่งกว้างๆออกได้เป็นสองอย่าง คือ
1.สนฺธยารตี คือการอารตี ที่กระทำในเวลาสนธยา ได้แก่ เวลาเช้า กับพลบค่ำ ทางเทวสถานเทพมณเฑียร ฮินดูสมาช กำหนดให้เป็นเวลา07.00น.และ 19.00น.ของทุกวัน การสนธยาอารตีจะต้องกระทำในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่งไป และมักจะกระทำหลังจากการชุมนุมสวดมนตร์หรือการทำสันธโยปัสนา(ภาวนาประจำวัน) ส่วนการกระทำในบ้านเรือนซึ่งมีการประดิษฐานเทวรูปนั้น ได้มีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย นักบวชสวามีบางรูปเห็นว่าไม่ควรทำ เพราะบ้านเป็นที่อาศัยของคฤหัสถ์ชนย่อมมีการกระทำบาปเนืองๆ แต่บางท่านเห็นว่าสามารถกระทำได้ แต่โดยทั่วๆไปถ้าหากมีสถานที่บูชาอันเฉพาะเป็นสัดส่วน ก็น่าจะสามารถกระทำได้ไม่ผิดอะไร
2.การอารตี หลังการประกอบพิธี การอารตีประเภทนี้จะกระทำหลังจากการประกอบพิธีบูชาตามวาระโอกาสต่างๆ หรือหลังจากการสวดมนตร์ การชุมนุมสวดมนตร์ หรือการที่อาจารย์พราหมณ์นักบวชได้สวดอ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ปุราณะต่างๆ รามายณะ ภควัทคีตา รามจริตมานัส เป็นต้น หรือการทำอภิเษกสมโภชนักบวช คุรุ สิ่งก่อสร้างต่างๆ หรือการต้อนรับผู้มาเยือน การต้อนรับเจ้าบ่าว นักบวช คุรุ(กระทำเบื้องหน้าผู้ที่เราต้อนรับ) ฯลฯ การอารตีเช่นนี้ วิธีการคล้ายแบบแรก แต่ไม่กำหนดระบุเวลา
อุปกรณ์ในการทำอารตี

1.ตะเกียงอารตี ตะเกียงอารตีมีหลายรูปแบบ แต่ตามประเพณีดั่งเดิมใช้ถาด รองด้วยข้าวสาร ใบพลูหรือกลีบดอกไม้ หรือผงกำยานหรือกำยานเปียก(เพื่อไม่ให้ถาดใหม้)วางด้วยการบูรแท่งหรือก้อน ตะเกียงนี้เรียกว่า กรฺปูรฺอารตี จุดไฟที่การบูร อันนี้เป็นแบบโบราณประเพณี ถือว่าไฟจากการบูรเป็นไฟสะอาด มีกลิ่นหอม
ประเภทอื่นๆ คือใช้ตะเกียงที่มีหลุมจำนวนที่นิยมคือ 5 หลุม ใช้สำลีปั้นก้อน ใช้เนยเหลว(ฆี)เป็นเชื้อเพลิง บางที ก็ใช้ 9 หลุม หรือมากกว่านั้น หรือใช้ชนิดหลุมเดียวก็ได้ หรือนำประทีบ 1 ดวงใส่ถาดก็ได้
2.ปัญจปาตร หรือถาด ไว้รองรับตะเกียงเมื่ออารตีเสร็จแล้ว
3.ภาชนะใส่น้ำพร้อมช้อน หรือสังข์ที่ใช้บรรจุน้ำได้
4.ธูป ตามคติฮินดูใช้ 5 ดอก (เหมือนจำนวนประทีป) เพราะเลขห้า หมายถึง ธาตุ5
ตามคติฮินดู (ไฟ(อัคนิ) น้ำ(อาโป) ลม(วาโย) ดิน(ปฤถิวี) อวกาศ)
5.ดอกไม้ มีหรือไม่ก็ได้
6.ระฆัง (ฆันฏา) ชนิดถือสั่นได้สะดวก
วิธีการทำอารตี
1.ก่อนทำให้อาบน้ำสนานกาย เข้ามายังห้องพิธี เทน้ำจากช้อนเล็กน้อยในอุ้งมือขวา แล้วจิบน้ำจากโคนข้อมือขวา 3 ครั้ง เรียกว่าการอาจมานํ(เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ การอาจมานํนี้ กระทำก่อนการทำพิธีต่างๆรวมทั้งการสวดมนตร์ละภาวนา)
ครั้งที่ 1 สวดว่า โอมฺ เกศวาย นมะ(จิบ)
ครั้งที่ 2 สวดว่า โอมฺ นารายณาย นมะ(จิบ)
ครั้งที่ 3 สวดว่า โอมฺ มาธวาย นมะ(จิบ)
จากนั้นรินน้ำเล็กน้อยล้างมือ สวดว่า โอมฺ หฺฤษีเกศาย นมะ
2.สวดมนตร์เลือกบทที่ชอบหรือสวดเป็นประจำ หรือบทที่บูชาพระอันประดิษฐาน ณ ที่นั้น ต่อหน้าที่บูชา
3.เป่าสังข์สามครั้ง(ถ้ามี ไม่มีไม่เป็นไร เพราะไม่จำเป็นเท่าใดนัก)
4.จุดธูปขึ้น เริ่มการอารตี โดยสั่นกระดิ่งในมือซ้าย มือขวาถือธูปวนไปรอบๆ เทวรูปตามเข็มนาฬิกา เริ่มที่พระคเณศก่อน(ถ้ามี) จากนั้นองค์ที่เป็นประธาน จนครบทุกองค์ องค์ละสามรอบ ปักธุปไว้ในที่บูชา ขณะถวายธูปสวดว่า(มนตร์ของเทพองค์นั้นตามด้วย - ธูปํ สมรปยามิ)
5.จุดตะเกียงอารตี เริ่มจากพระคเณศก่อนเช่นกัน ในคัมภีร์นิตยฏรมฺบอกว่า การอารตีให้เริ่มจากที่พระบาท วนสามรอบ ที่พระอุระ วนสามรอบ ที่พระพักตร์ วนสามรอบ ทั้งพระองค์สามรอบ หรือจะ วนที่องค์พระองค์ละ 9 รอบก็ได้ จนครบทุกองค์ ระหว่างนี้จะสวดบท(กรฺปูรเคารํ กรุณาวตารํ ฯลฯ ก็ได้) หรือจะสวด ว่า ตามด้วย - นีราชนํ ทรฺศยามิ หรือ การปูร อารตีกยํ ทรฺศยามิ สมรปยามิ
6.เมื่อวนจนครบแล้ว ให้วางลงในภาชนะ ถาดรองรับ นำสังข์หรือช้อนที่มีน้ำวนสามรอบ รอบๆตะเกียงนั้น แล้วรินน้ำนิดนึงทุกรอบจนครบสาม สวดมนตร์ถวาย ว่า(มนตร์ประจำองค์)-ตามด้วย - มงฺคลอารติกยํ สมรปยามิ ใช้มือขวาโบกควันศักดิ์สิทธิ์เหนือไฟเบา เข้าถวายองค์เทพ สามครั้ง
7.จากนั้นจึงค่อย เอามือทั้งสองโบกควันไฟศักดิ์สิทธิ์ เข้าสู่ตัวเอง โดยโบกเหนือไฟ แล้วแตะที่ใบหน้า ดวงตาหรือหน้าผาก เป็นพรที่พระเป็นเจ้าประทานให้
8.ถือดอกไม้(ถ้ามี)หรือพนมมือ กล่าวสวดมนตร์ หากสวดสันสกฤตไม่ได้ ให้อธิษฐานในภาษาไทย สวดขอพรความสวัสดี และขอให้พระเป็นเจ้าอภัยในโทษานุโทษต่างๆที่เรากระทำเรียกว่า การกษมารปณํ
แล้วสวดขอขมาที่อาจทำพิธีพลั้งพลาด ขออัญเชิญท่านกลับ ให้มีแต่ความสวัสดีต่างๆ เรียกว่า การวิสรจนํ
9.จากนั้นก้มกราบสามครั้ง หรือกราบอัษฎางคประดิษฐ์
10.สวดแผ่เมตตาแด่ สรรพสัตว์ สวดว่า
โอมฺ สรฺเว ภวนฺตุ สุขินะ
สรฺเว สํตุ นิรามยาะ
สรเว ภทฺรานิ ปศฺยนฺตุ
มา กศฺจิทฺ ทุขะภาคฺภเวตฺ
โอมฺ ศานติะ ศานติะ ศานติะ.
หรืออธิฐานในภาษาไทยถึงความหมายของมนตร์นี้ว่า
โอม สิ่งทั้งปวงจงเป็นสุข สิ่งทั้งปวงจงปราศจากทุกข์ สิ่งทั้งปวงจงพบแต่ความดีงาม ขออย่ามีส่วนแห่งทุกข์เลย โอม ศานติ ศานติ ศานติ
เป็นอันเสร็จการอารตี
 
ที่มา พี่หริทาส
ขอบคุณครับ
1892  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: พระสวามีอัยยัพปา เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:29:42
ขณะเดียวกันกับ มเหสีของราชาราชศรีกาลาทรงให้กำเนิดทารกเพศชาย และให้พระนามว่า ราชาราชันย์ แต่พระราชาทรงต้องการให้มานิกันดันขึ้นครองราชสมบัติโดยอ้างถึงความเหมาะสมว่าเป็นผู้พี่ รวมไปถึงพระอัจฉริยะภาพของมานิกันดันก็มีมากกว่า จึงสั่งให้ ไดวัลย์ จัดเตรียมทำพิธีราชาภิเษกให้กับมานิกันดันขึ้น ไดวัลย์ยิ่งจงเกลียดจงชังมานิกันดันมากขึ้น เมื่อเห็นบัลลังย์ที่ตนเองฟูมฟักขึ้นมาจะตกเป็นของคนอื่น จึงหาวิธีทำลายมานิกันดันทุกวิถีทาง เช่น การผสมยาพิษลงไปในอาหาร แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ทำให้มานิกันดันเป็นอะไรได้จึงวางแผนโดยการไปหลอกมเหสีว่า ทำไมเลยต้องให้ไอ้เด็กที่มาจากป่าไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาสืนสันตติวงศ์ จริงๆแล้วบัลลังค์นี้น่าจะเป็นของบุตรที่เกิดจากพระนางเองมากกว่าถึงจะถูก พระนางเห็นด้วยจึงร่วมมือกับ ไดวัลย์ คิดอุบายว่าจะทำทีเป็นปวดหัวและปวดท้องต้องหาของวิเศษมารักษาถึงจะหายเมื่อทั้งสองคิดอุบายเสร็จ ก็เริ่มทำตามแผนที่คิดขึ้น
 

 
มเหสีสั่งให้ไดวัลย์ ร้องตะโกนดังๆ ให้คนช่วยว่าพระนางปวดหัวและปวดท้องอย่างมาก พระราชาเมื่อทราบข่าวจึงสั่งให้ไดวัลย์ไปหาหมอที่ดีที่สุดมารักษา แต่หมอได้รับสินบนจากไดวัลย์และมเหสี จึงมาตรวจพระอาการและบอกไปว่า พระนางเป็นโรคร้าย สิ่งที่จะมารักษาอาการของพระนางได้มีอย่างเดียวคือ น้ำนมจากแม่เสือ พระราชาส่งคนเข้าป่าเพื่อนำน้ำนมเสือหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีผู้ใดนำมาได้ ราชาราชศรีกาลา เข้าใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะนำน้ำนมนั้นมาได้ แม้จะตั้งรางวัลไว้สูงเท่าใดก็ตาม
 

 
ขณะที่พระราชาทรงครุ่นคิดอยู่นั้น มานิกันดันจึงอาสาเข้าป่า และให้คำสัตย์สัญญาว่าจะนำน้ำนมเสือกลับมาให้ได้ แต่พระราชศรีกาลากล่าวว่าใกล้ถึงวันราชาภิเษกแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ยอม แต่มานิกันดันก็ยืนกรานจะเข้าป่าเพื่อหายารักษาพระมารดา((ทั้งที่รู้อยู่ตลอดว่าไม่ได้เป็นอันใด)) จนพระราชาทรงยอม
 

 
พระราชาราชศรีกาลาได้ส่งกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งไปคอยช่วยอารักขามานิกันดัน แต่ในทางกลับกัน เมื่อแม่เสือเห็นทหารกลุ่มใหญ่ก็ตกใจกลัว พวกมันจึงพากันวิ่งหนีไปหมด ส่วนทางด้านพระราชาก็คอยส่งเสบียงมาไม่ได้ขาดสาย และในระหว่างทางนั่นเองที่มานิกันดันได้พบกับมหิงสี และได้ทำการต่อสู้กัน มานิกันดันได้โอกาสจึงจับมหิงสีโยนลงพื้นและตกอยู่บริเวณลุ่มน้ำ Azhutha จากนั้นก็ได้เข้าปะทะกันอีกครั้ง จนท้ายที่สุดมหิงสีก็สิ้นชีพลง พร้อมกับคำสาปที่นางโดนสาปไว้ ได้ปลดปล่อยนางไปพร้อมกับความตาย นางคืนรูปเป็นหญิงสาว เพราะรู้แล้วว่าคนที่สามารถฆ่ามหิงสีได้ที่อยู่ตรงหน้านี้คือบุตรแห่งศิวะเทพและวิษณุเทพ นางจึงขอพระแก่มานิกันดันว่าขอให้ได้รับโมกษะในท้ายที่สุด
 

 
หลังจากทำการฆ่ามหิงสีแล้ว มานิกันดันก็เดินทางเข้าสู่ป่าเพื่อหาน้ำนมเสือต่อไป เมื่อพระศิวะเห็นดังนั้น จึงดำริว่ามานิกันดันเป็นคนกตัญญูกำลังจะทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้เป็นมารดา พระศิวะจึงบอกมานิกันดันให้กลับคืนพระราชวังไปหาพระราชาราชศรีกาลาพร้อมกับคณะเทวดา ที่นำด้วย ท่านเดวันดรัน ซึ่งจะอยู่ในรูปของเสือ ให้ขี่หลังกลับวัง ส่วนเทวดาหญิงชายอื่นก็ให้แปลงเป็นเสือคอยอารักขามานิกันดันเข้าสู่วัง
 

 
เมื่อมานิกันดันกับฝูงเสือเข้าสู่ในตัวเมือง ผู้คนต่างก็วิ่งแตกตื่นไปคนละทิศละทางด้วยความหวาดกลัว ไม่เว้นแม้กระทั่งสิงสาราสัตว์ต่างวิ่งกรูกันเข้าคอกอย่างไม่คิดชีวิต เวลาเดียวกันนั้นเองมุนีที่พระราชาทรงพบเมื่อครั้งเจอทารกมานิกันดันที่ในป่าก็ปรากฏตัวขึ้น และบอกถึงความเป็นมาเป็นไปของมานิกันดันให้พระราชาฟังเมื่อได้ยินดังนั้นก็ทรงประหลาดใจมาก ซักพักก็ได้ยินเสียงเหล่าข้าราชบริพารต่างวิ่งหวีดร้องด้วยควมหวาดกลัว แล้วพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นมานิกันดันประทับอยู่บนหลังเสือ มานิกันดันกล่าวกับพระราชาว่าให้คนมานำน้ำนมเสือนี้ที่มาด้วยนี้ไปให้แก่พระราชินีเถิด พระราชาเมื่อทราบชาติกำเนิดของมานิกันดันจึงทูลเชิญให้อยู่ในวังเพื่อประกอบพิธีราชาภิเษกแต่มานิกันดันกลับเข้าป่าไปกับเดวันดรันต่อไป ..
1893  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: พระสวามีอัยยัพปา เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:28:11
เมื่อราชาราชศรีกาลารับมานิกันดันกลับเข้าสู่นคร ทุกสิ่งทุกอย่างในพระนครจากที่ดีอยู่แล้วกลับดีขึ้นเรื่อยๆ เมืองเจริญขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ด้าน มานิกันดัน ได้รับการสอนเกี่ยวกับยุทธวิธีทำสงคราม และศาสตราต่างๆ จากคุรุทั้งหลาย จนความฉลาดหลักแหลมจนผิดมนุษย์ธรรมดา สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าคุรุเป็นอย่างยิ่ง จนสุดท้ายก็หมดสิ้นความรู้ของคุรุ มานิกันดัน จึงถามเหล่าคุรุทั้งหลายให้แนะนำคุรุที่จะสอนอีก เพื่อจะฝากตัวเป็นศิษย์ เหล่าคุรุจึงบอกให้มานิกันดัน ไปหาคุรุ Dakshina เมื่อได้ฟังดังนั้น มานิกันดันจึงไปหาท่านคุรุเพื่อขอพรและฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อได้เรียนรู้ศิลปะศาสตร์ด้านต่างๆ จากคุรุผู้นี้ เหมือนเช่นผู้ใฝ่รู้ทั่วไป แต่เงื่อนไขอย่างหนึ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนคือ คุรุท่านนี้มีบุตรชายคนนึงซึ่งเป็นใบพูดไม่ได้ ดังนั้นมานิกันดันเรียกบุตรแห่งคุรุออกมาเอามือวางบนศีรษะ จากนั้นบุตรแห่งคุรุกลับหายจากอาการเป็นใบ้ สามารถพูดได้เป็นปกติทันที แต่มานิกันดันกำชับกับคุรุว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ขอให้เป็นความลับ
 
1894  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: พระสวามีอัยยัพปา เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:27:27
ด้วยการที่เหล่าเทวาทั้งหลายได้หลบหนีไปคนละทิศทางนั้น ได้บุกรุกไปยังอาศรมของฤาษีท่านหนึง ฤาษีนั้นโกรธที่ถูกบุกรุกเลยสาปแช่ง เหล่าเทวดากลัวต่อคำสาปแช่งนั้น จึงได้ไปขอร้องให้องค์วิษณุเทพช่วย มหาวิษณุกล่าวว่าการที่จะทำให้คำสาปนั้นสูญสลายไปก็มีอยู่แต่ของสิ่งนั้นต้องไปนำมาจากเทวโลก แต่ตอนนี้มหิงสีได้ครอบครองอยู่ ด้วยความต้องการช่วยเหลือเหล่าเทวา พระองค์จึงนิมิตรกายเป็นสตรีเพศ นามว่า โมหิณี เข้าไปยังเมืองของมหิงสี แต่ตอนกลับองค์ศิวะเทพทรงทอดพระเนตรเห็นองค์วิษณุเทพที่อยู่ในรูปของนางโมหิณีเข้า จึงเกิดพอพระทัย และให้กำเนิดบุตรขึ้นมา นามว่า ธรรมะศรัทธา เมื่อธรรมะศรัทธาเจริญวัยขึ้น องค์ศิวะเทพพอพระทัยในการขอพรต่อพระองค์ของพระราชาราชศรีกาลา จึงสั่งให้ ธรรมะศรัทธาลงมาจุติยังมนุษย์โลก และการจุตินี้เองคือ องค์สวามีอัยยัพปา
 

 
วันหนึ่งพระราชาราชศรีกาลา เสด็จประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์แถบลุ่มแม่น้ำ Pampa เมื่อพระองค์ทรงเสร็จจากการล่าสัตว์จึงได้สั่งให้เหล่าเสนาสร้างเพิงที่พักในป่านั้น ขณะนั้นเองพระองค์ทรงได้ยินเสียงเด็กร้อง จึงเสด็จไปดูรอบๆลุ่มน้ำ และได้เห็นเด็กชายผู้งดงามและดูมีพลังกำลังส่งเสียงร้องพร้อมไปกับการเตะเท้า พระองค์ทรงครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดีกับเด็กทารกผู้นี้ ขณะที่พระองค์กำลังทรงคิดอยู่นั้น ก็มีมุนีท่านหนึ่งปรากฏกายขึ้นต่อหน้าพระองค์ และกล่าวว่า "พระองค์ไม่ต้องกลัวไปหรอก ขอให้พระองค์นำเด็กผู้นี้กลับไปยังพระนครเถิด เลี้ยงดูให้ดี เด็กน้อยผู้นี้จะนำความเจริญ ความรุ่งเรื่องมาสู่พระนครของพระองค์ และให้พระนามแก่ทารกน้อยนี้ว่า มานิกันดัน เมื่อพระองค์ทรงเลี้ยงดูเด็กน้อยนี้จนอายุครบสิบสองปี พระองค์จะทราบถึงความเป็นมาทั้งหมดของเด็กทารกผู้นี้เอง" กล่าวเสร็จมุนีก็หายตัวไป
 

 
พระราชาราชศรีกาลาดีพระทัยมาก พระองค์นำทารกน้อยกลับเข้าวังพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระมเหสีฟัง เมื่อได้ฟังทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากที่พรที่ตนขอแก่พระศิวะได้ผล เหล่าพสกนิกรล้วนดีใจที่บ้านเมืองจะมีกษัตริย์สืบต่อราชบัลลังค์ แต่อย่างไรก็ตาม ไดวัลย์ ผู้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองผู้หมายจะสืบราชบัลลังค์และจะทำพิธีราชาพิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระราชศรีกาลากังวลถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
 

 
1895  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / พระสวามีอัยยัพปา เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:26:30
ความเป็นของพระสวามีอัยยัพปาครับ
พระราชาราชศรีกาลา ทรงเป็นพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพ และความกล้าหาญ ทำให้พสกนิการอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขและถือเป็นยุคทองแห่งราชอาณาจักร แต่อย่างไรก็ตามตัวของพระราชาก็ยังทรงกลุ้มพระทัยเนื่องจากไม่มีทายาทสืบราชบัลลังค์ ในทุกวันพระองค์จึงทรงไปขอพรจากพระศิวะเทพเพื่อให้ประทานบุตรให้
 

 
อีกด้านหนึ่งอสูรมหิงสาสุรัน บุตรแห่งรัมบัน เข้าทำพิธีทรมานตนเองอย่างหนัก จนกระทั่งร้อนไปถึงองค์พรหมเทพ จนกระทั่งมาปรากฏพระองค์เบื้องหน้าอสูร และให้พรแก่อสูรนั้น โดยพรข้อนั้นคือ ขอไม่ให้มนุษย์ใดในโลกสามารถทำร้ายและฆ่าตนได้ เมื่อได้รับพรแล้ว มหิงสาสุรัน ก็เริ่มนำกำลังทัพเข้ารุกราน และฆ่าคนบนโลกอย่างสยดสยอง ทำให้คนทั้งหลายทั้งโกรธทั้งกลัวต่างพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
 

 
เหล่าเทวดาเห็นถึงความร้ายกาจของมหิงสาสุรัน จึงได้ทูลขอให้พระแม่จันธิกาช่วยปราม พระแม่ได้พยายามพูดให้มหิสาสุรันลดความอำมหิตลงโดยทรงบอกให้นำพรที่ได้จากพระพรหมไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร แต่มหิงสาสุรันไม่ฟัง ยังคงฆ่าคนต่อไป จนในท้ายที่สุดพระแม่จันธิกาจบชีวิตมหิงสาสุรันลง
 

 
มหิงสี บุตรตรีแห่งคารัม ซึ่งเป็นพี่ชายของรัมบัน เห็นลูกพี่ลูกน้องตนถูกเหล่าเทวดาฆ่าตาย ด้วยความพยาบาทนางอสูรจึงประกอบพิธีทรมานตนเพื่อขอพรแก่พระพรหม จนท้ายที่สุดก็ได้รับพรจากพระพรหม องค์พรหมเทพเกรงว่าจะเหมือนครั้งก่อนจึงให้เงื่อนไขว่า เจ้าจะขอพรอันใดก็ได้ ยกเว้นเสียแต่ขอพรให้มีชีวิตอมตะ มหิงสีจึงขอพระพรหมว่า ขอให้ทั้งสามโลกไม่มีผู้ใดฆ่านางได้ยกเว้นเสียแต่บุตรอันเกิดจากองค์วิษณุ และองค์ศิวะเทพเท่านั้น เมื่อได้พรนางมหิงสีนำกำลังเข้าบุกเทวโลกและโลกมนุษย์ทันที
 

 
1896  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / ตรีปุณทร (Tripundra) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:23:27
http://z.about.com/d/hinduism/1/0/h/Z/symbol-tripundra.jpg

 
คนทั้งหลายที่ได้กราบไหว้บูชาต่อพระศิวะเทพแล้วจะได้รับพรแห่งความผาสุกและความร่ำรวย มีฐานะสูงขึ้น บาปกรรมต่าง ไม่กล้ากล้ำกลายต่อคนเหล่านี้ผู้ได้ท่องสวดถึงพระนามของพระศิวะเทพตลอดกาล เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าผลบุญที่ทำขึ้นจากการได้จาริกแสงบุญไปยังสถานที่ทางศาสนาทั้งหลายนำมาซึ่งความสดชื่น ยินดี ขจัดบาปทั้งหลาย สถานที่ทั้งสามสิ่งได้พบเห็นเป็นมงคลยิ่งนี้ เมื่อได้ปฏิบัติก็ได้รับผลบุญเท่ากับการจุ่มตัวลงในแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ตริเวณี (เป็นสถานที่ซึ่งแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมนา แม่น้ำสรัสวตี ไหลมารวมกัน)
พระนามของพระศิวะเทพ , ขี้เถ้าถ่าน และเมล็ด รุทรากษะ ทั้งสามสิ่งนี้สำคัญยิ่งและมีผลเท่ากับการได้ไปชำระร่างกายในแม่น้ำ ตริเวณี ผู้ที่จะสามารถประกอบได้ทั้งสามสิ่งในเวลาเดียวกันนั้นยากที่จะได้เห็น พระพรหมทรงได้ตรัสไว้ว่า
พระนามของพระศิวะเทพนั้นเท่าเทียมกับแม่น้ำคงคา
เถ้าถ่านที่ใช้ทาถูกร่างกายนั้นเปรียบเหมือนแม่น้ำยมุนา
เมล็ด รุทรากษะ เท่ากับแม่น้ำ สรัสวตี
บาปยิ่งใหญ่ ความทุกข์โศกต่าง ๆ ผลสำเร็จรวดเร็วแห่งการประกอบพิธีทางศาสนา สามารถขจัดให้หมดสิ้นไป และยังให้เกิดผลขึ้นได้ด้วยการท่องสวดถึงพระนามทั้งหลายของพระศิวะเทพ คนผู้ได้บูชาด้วยการท่องสวดพระนามของพระองค์ในโลก ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎแห่งพระเวทย์อย่างแท้จริง ด้วยมีวิญญาณที่มีคุณธรรม เป็นผู้คงแก่เรียนที่ดี น้ำอมฤตแห่งพระนามพระศิวะเทพนั้นต้องดื่มกิน เป็นประจำด้วยคนผู้มีความทุกข์แห่งบาปจะได้ข้ามมหาสมุทรบาปนี้ได้ คนผู้ได้ทาถูร่างกายให้บริสุทธิ์ด้วยการใช้ขี้เถ้าถ่านทางศาสนาและประกอบการท่องสวดถึงพระศิวะเทพหลายโกฏิ ครั้งแล้วจะหมดสิ้นความทุกข์ทรมาน
ความยิ่งใหญ่ของขี้เถ้าถ่านทางศาสนา เถ้าถ่านแห่งธรรมชาติอันเป็นมงคลนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ
มหาภัสมะ(ขี้เถ้ายิ่งใหญ่)
สวดปะ(ขี้เถ้ารองลงมา)
มหาภัสมะแบ่งออกได้เป็น 3 อย่างคือ
ศรอุตะ (ขี้เถ้าแห่งพระเวทย์)
สมารตะ (ผลลัพธ์ที่ได้มาจากพิธีกรรม สมฤติทั้งหลาย)
ลอุกิก (ที่จัดเตรียมจากการบูชาไฟ)
เถ้าถ่าน ศรอุตะและสมารตะ จะนำมาใช้ได้เพียงคนที่รับการ เกิดสองครั้ง(ผู้ที่ผ่านพิธีรับศีลและผูกด้ายสายสิญจน์ทางศาสนาแล้ว) เท่านั้น ส่วนเถ้าถ่าน ลอุกิก ที่ได้มาใช้กับคนทั่วไปฤษีทั้งหลายได้กล่าวไว้ว่า คนที่เกิดสองครั้งจะใช้เถ้าถ่านนี้ได้ด้วยการท่องสวดมนต์ ต่าง ๆ ส่วนคนอื่น ๆ แล้วสามารถทาเขียนได้โดยไม่ต้องการมนต์แต่อย่างใด
ประชากรแห่งวรรณะทั้งหมดจะต้องทาถูและเขียน ตริปุณทร (ขีดสามขีดบนหน้าผาก)บนร่างกาย ด้วยการกระทำดังนี้เป็นสิ่งที่พรศิวะเทพทรงโปรดปรานและพระองค์จะประทานความผาสุกและให้พรเป็นอิสระพ้นจากป ากทั้งหมด สิ่งเหล่านี้จะไม่ละทิ้งหรือลืมในผู้ที่มีความนับถือพระศรุติ(พระศิวะเทพ)เขาผู้เขียน ตรีปุนทร บนหน้าผากด้วยเถ้าถ่านสีขาว จะหมดสิ้นทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีผู้ท่องสวดมนต์ 5 พยางค์ได้(โอม นมัสศิวาย)โดยปราศจากการทาถูด้วยขี้เถ้าบนร่างกายและเขียนตรีปุนทร บนหน้าผาก คนก็ตามที่กล่าวว่าหรือสุดใจที่ได้มองเห็นคนผู้ใช้เถ้าถ่านทาถูร่างกายและเขียนตริปุนทรบนหน้าผากแล้ว จะต้องเกิดมาใหม่ในวรรณะ จัญทาล คนผู้ติชมต่อปุนทร ก็เป็นที่แน่ว่า เขาได้ติชมพระศิวะเทพด้วย มันเป็นสิ่งที่น่าไม่อายถ้าหากว่าหน้าผากนั้นไร้จากการเขียนตริปุนทร ด้วยขี้เถ้า น่าไม่อายต่อหมู่บ้านซึ่งไม่มีโบสถ์ของพระศิวะเทพ น่าไม่อายในชีวิตที่ไม่มีการกราบไหว้บูชาต่อพระศิวะเทพ น่าไม่อายต่อบทความซึ่งไม่ได้อ้างถึงพระศิวะเทพ
การเขียน ตรีปุนทร ไว้บนหน้าผากนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสอง โดยเขียนเป็นรูป 3 ขีด เป็นเส้นขนานแนวนอน ด้วยการใช้นิ้วมือสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง)จุมขี้เถ้าถ่านและเขียนสามขีดไว้บนหน้าผาก มันจะนำมาซึ่งความสุขและการเป็นอิสระพ้นจากบาป
การเขียนตรีปุนทรนั้นอาจเขียนได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถึง 32 แห่ง หรือ 16 แห่ง หรือ 8 แห่ง หรือ 5 แห่ง ก็ได้
การขีดตรีปุนทร 32 แห่ง ตามร่างกายคือเขียนที่ ศีรษะ, หน้าผาก , ใบหูทั้งสองข้าง,ที่ดวงตาทั้งสองข้าง,ที่รูจมูกทั้งสองข้าง,ที่ปาก ,ที่คอ,ที่แขนทั้งสองข้าง,ที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง,ที่บั่นเอวทั้งสองข้าง,ที่ท้องทั้งสองข้าง,ที่สีข้างทั้ งสอง,ที่สะดือ,ที่ลูกอันฑะทั้งสองข้าง,ที่ขาอ่อนทั้งสองข้าง,ที่หัว-เข่าทั้งสองข้าง, ที่น่องทั้งสองข้าง ,ที่ส้นเท้าทั้งสองข้างและที่เท้าทั้งสองข้าง
การขีดตรีปุนทร 16 แห่ง คือ ที่ ศีรษะ ,หน้าผาก, ที่ตาทั้งสองที่คอ,ที่หัวไหล่ทั้งสอง,ที่ปาก,ที่แขนทั้งสองข้าง,ที่บั่นเอวทั้งสองข้าง,ที่หน้าอก ที่สะดือ,ที่ขาอ่อนทั้งสองข้าง มีเทพเจ้าประจำคือ พระศิวะเทพ, พระจันทร์,พระรุทร,พระพรหมณ์,พระวิฆเณศวร,พระวิษณุเทพ,พระศรี,พระสัมภุ,ฤษี นารัท,ฤษีกันยาส์,พระอีศ, พระแม่ศักติทั้ง 9 องค์, พระประชาบดี,นาคกันยาส์,พระอนล,และ พระวสุส์ทั้ง 8 องค์
การขีดตริปุนทร 8 แห่ง คือ ที่ศีรษะ , หน้าผาก , หูทั้งสองข้าง, ไหล่ทั้งสอง ,หน้าอก และสะดือ มีเทพประจำคือ พระพรหมณ์ และฤษีแห่งสวรรค์ 7 ตน
การขีดตริปุนทร 5 แห่งตามร่างกาย คือที่ หน้าผาก ที่แขนทั้งสองข้าง ที่หน้าอก และที่สะดือ โอม นมัสวายะ พระผู้เป็นเจ้าแห่งโยคีทั้งปวง ขอพระองค์ทรงอำนวยผลให้สานุศิษย์ทุกคนที่ได้รับการฝึกผลทางด้านศาสตร์โยคะนี้จงประสบความสำเร็จด้วยเทอญฯ 
ที่มา คลับศักติ http://club.truelife.com/club/club_home.php?club_id=309
ขอบคุณครับ
1897  Hindu สนทนา / ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและอินเดีย / โคปุรัม, โคปุระ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:21:10
โคปุรัม หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า โคปุระ แต่ฮินดูชนมักจะเรียกว่า วิมานัม สิ่งนี้สถาปัตยกรรมอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นหอสูง และมีลักษณะเด่นไปด้วยศิลปะอันงดงามทั้งสีสัน ลวดลายปูนปั้น ประดับประดาอย่างหรูหรา โดยเฉพาะวัดทางอินเดียใต้ โคปุรัมนี้มักจะสร้างกันบริเวณทางเข้าวัด ถ้าบ้านเราก็คงเรียกว่าซุ้มประตูวัด อย่างศาสนาพุทธจะมีใบเสมาเป็นเครื่องบอกอาณาเขตวัด แต่อินเดียเค้าจะถือว่าพ้นจากโคปุรัมเข้าไปนั่นคือบริเวณวัดครับ
และแต่ละวัดมักจะมีโคปุรัมมากกว่า 1 อันครับ เพราะฮินดูจะเชื่อเกี่ยวกับพลังของสุริยะ นั่นคือจะสร้างโคปุรัมหลายอันเพื่อรับพลังของสุริยะ เพื่อจะขับพลังของวัดด้วย
นี่ครับโคปุรัมของวัดแขกสีลม ((ประตูข้างครับ))
 
http://img.photobucket.com/albums/v227/coloncocon/photos/2008/02littleindia/li0011.jpg

 
มาดูกันชัดๆ ((อันนี้ประตูหน้าครับ))
 
http://img.photobucket.com/albums/v227/coloncocon/photos/2008/02littleindia/li0001.jpg
1898  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / เทวะปรารถนา เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:17:11
เทวะปรารถนา

http://groups.ku.edu/~kuindia/LordGanesh.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระพิฆเนศ
โอม คะชานะนัม ภูตะคุณาธิเสวิตัม
กะปิตะถะชัมพูผะละ จารุภักษะณัม
อุมาสุตัม โศกะวินาศะการะกัม นะมามิ
วิฆเนศวะระปาทะปังกะซัม

http://www.harekrsna.com/gallery/garbhodakasayi1/garbhodakasayi10.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระนารายณ์ และพระแม่ลักษมีมหาเทวี
โอม ศานตาการัม ภุชะคะศะยะนัม
ปัทมะนาภัสุเรศัม วิศวาธารัม
คะคะนะสะทฤศัม เมฆะวรรณัมศุภางคัม
ลักษมีกานตัมกะมะละนะยะนัม
โยคิภิรัธยานะคัมมยัม วันเทวิษณุม
ภะวะภะยะหะรัม สรรวะโลกัยกานาถัม
และ
โอม สะศางขะจักรัม สะกิระฏะคุณตะลัม
สปิตะวัสตรัม สะระสีรูเหกษณัม
สะหาระวักษะสถะละ เกาสตุกะ ศริยัม
นะมานิวิษณุม ศริสา จตุรภุซัม

http://2.bp.blogspot.com/_9vPNlqoYUtY/Sc3KEJF631I/AAAAAAAACYA/hF8P7um3BWs/s400/Rama+Sita+Devi.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระรามและพระแม่สีดา
โอม
นีลามพุซะ ศยามะละโกมะลางคัม
สีตาสมาโรปิตะวา มะภาคัม
ปาเณามหาสายะกะ จารุจาปัม
นะมามิรามัม ระฆุวัมศะ นาถัม

http://home.att.net/~s-prasad/hanuman.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระหนุมาน
โอม
อตุลิตะบะละธามัม เหมะไศลาภเทหัม
ทะนุชะวะนะ กฤศนุม คานีนามะคระคะณยัม
สะกะละคุณะนิธานัม วานะราณามธีศัม
ระฆุปะติ ปริยภักตัม วาตะญาตัม นะมามิ

http://anuradhadasi.files.wordpress.com/2009/08/radha-krishna.jpg


บทอธิษฐานขอพรพระกฤษณะและพระแม่ราทา
โอม
วัมศี วิภูษิตา
กะรานนะวะนีระทาภาต
ปิตามบะรา ฑรุณา
บิมบะผะลาธะโรษฐาต
ปุรเณนทุสุนทะระ
มุขาทะระวินทะ เนตราต
กฤษณาตปะรัม กิมะปิ
ตัตตวะมะหัม นะญาเน

http://www.interessantes.at/rudraksha/Shiva-Parvati.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี
โอม
กะระปูระเคารัม
กรุณาวะ ตารัม
สัมสาระสารัม
ภูชะเคนทะระหารัม
หฤทะยาระวินเท
ภะวัมภะวานี สะหิตัม นะมามิ


บทอธิษฐานขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี
โอม
โรคานะเศษานะปะหันสิตุษฎา
รุษฎาตุกามาน สะกะลานะภีษาฎาน
ตุวามาศริตานาม นวิปันนาราม
ตวามาศริตาหัทยา ศระยะตาม
ประระยานติ

http://img514.imageshack.us/img514/1589/panchavagiafk7.jpg


บทอธิษฐานขอพร พระพุทธเจ้า
โอม ยัมเศาวาหะ สุมุปาสะเตศิวะอิติ
บรัมเหติเวทานติโน เพาทธาหะ
พุทธะอิติประมาณะปะตะวะหะ
กรรมเตติเนายายิ กาหะ อรหัน
นิตยะถะไญนะ ศาสะนะระตาหะ
กรรมเมติ มีนานสะกาหะ โสยัมโน
วิทะธาตุ วามญฉิตะผะลัม ไตรโลกยะ
นาโถ หะริหะ
1899  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทเทศนา ศรีสัตยนารายณ์ กถา (ภาษาไทย) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:12:36
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| ปาจวา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่5 (บทที่ 5)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคธวัช(องฺคธวชฺ) พระองค์ทรงเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการรบพุ่งปกป้องไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แต่ราษฏรก็ยังไม่มีความสุข เพราะพระองค์ทรงละเลยสิ่งที่พวกเขาต้องการ พระองค์ไม่ทรงเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎรเลย วันหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จกลับจากการประพาสป่าล่าสัตว์ ทรงพบบรรดาโคบาล(คนเลี้ยงวัว)กำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่ พวกโคบาลทูลเชิญให้พระราชามาร่วมประกอบพิธีกับพวกเขา พระราชาไม่ทรงสนพระทัยและเสด็จกลับพระราชวัง โดยเหตุที่กล่าวมาในเบื้องต้นคือความไม่เป็นสุขของประชาชน พระเจ้าอังคธวัชก็ทรงไม่สบายพระทัยโดยไม่รู้สาเหตุ พระองค์ไม่มีความสุข ไม่อาจทรงบรรทมได้ในเวลากลางคืน และแน่นอนว่าทรงประชวร ผลนี้ได้กระทบกับพระราชวงศ์ของพระองค์เอง เมื่อองค์ราชาไร้ความสามารถที่จะบริหารบ้านเมือง พระองค์ก็สูญเสียพระราชทรัพย์มากมาย ไม่นานบรรดาพระโอรสของพระองค์ก็เริ่มขัดแย้งและต่อสู้กันเอง และนั้นทำให้มีพระโอรสจำนวนมากที่สิ้นพระชนม์ลงไป นายโคบาลผู้หนึ่งเห็นว่ากษัตริย์ของตนเศร้าหมองนัก จึงถวายการช่วยเหลือ โดยทูลขอให้พระองค์พยายามทำความเข้าใจและประจักษ์ในสิ่งสูงสุด เขาทูลต่อไปว่า หากราษฏร์ของพระองค์มีความสุข พระองค์ก็จะทรงมีความสุขด้วย ขอโปรดทรงดูแลคนยากคนจน ขอโปรดทรงแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธาในกระท่อมของผู้ยากไร้ ขอทรงโปรดพระราชทานอาหาร ที่พักอาศัย และอาชีพ ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถทำงานเลี้ยงชีพ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคม เขายังทูลต่อไปถึงความหมายที่แท้จริงของพิธีสัตยนารายณ์บูชาและอธิบายถึงวิธีที่เรียบง่ายที่จะเข้าถึงองค์สัตยนารายณ์ โดยการแนะนำของนายโคบาล พระเจ้าอังคธวัชทรงเริ่มประกอบพระกรณียกิจด้วยความจริงใจ และด้วยความรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า พระเมตตาที่พระองค์มีต่อราษฏร์ในพระราชอาณาจักรก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทวยราษฏร์ทั้งปวงก็รักพระองค์อย่างยิ่ง พวกเขาเริ่มทำงานหนักเพื่ความกินดีอยู่ดีของสังคม และนี่ก็ทำให้พระราชทรัพย์ก็เพิ่มพูน ในที่สุดทวยราษฏร์ก็เป็นสุข และพระองค์ก็ทรงมีความสุข ดังนั้น ทุกๆคนควรเพียรพยายามที่จะประจักษ์ในสัจธรรมสูงสุด ควรแยกแยะถูกผิด และกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ควรรับใช้ผู้อื่นดุจดั่งถวายปรนนิบัติต่อองค์พระนารายณ์และองค์พระลักษมี ด้วยความรักที่มีต่อผู้อื่นนี่เอง โลกของเราก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งบรมสุข และเราจะพบว่าไม่ว่าเราจะมองไปทางใด ก็จะมีเพียงพระพักตร์อันการุณย์ขององค์พระเป็นเจ้าเท่านั้น
จบอัธยายที่ 5 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***

|| ศฺรีสตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ || พระนามทั้ง 108 แห่งองค์พระสัตยนารายณ์(เพื่อสวดหรือภาวนา)
โอมฺ สตฺยเทวาย นมะ | โอมฺ สตฺยาตฺมเน นมะ | โอมฺ สตฺยภูตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยปุรุษาย นมะ | โอมฺ สตฺยนาถาย นมะ | โอมฺ สตฺยสากฺษิเณ นมะ | โอมฺ
สตฺยโยคาย นมะ | โอมฺ สตฺยชฺญานาย นมะ | โอมฺ สตฺยชฺญานปฺริยาย นมะ |
(๙) โอมฺ สตฺยนิธเย นมะ | โอมฺ สตฺยสมฺภวาย นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรภุเว นมะ
| โอมฺ สตฺเยศฺวราย นมะ | โอมฺ สตฺยกรฺมเณ นมะ | โอมฺ สตฺยปวิตฺราย นมะ
| โอมฺ สตฺยมํคลาย นมะ | โอมฺ สตฺยครฺภาย นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรชาปตเย นมะ
| (๑๘) โอมฺ สตฺยวิกฺรมาย นมะ | โอมฺ สตฺยสิทฺธาย นมะ | โอมฺ
สตฺยาจฺยุตาย นมะ | โอมฺ สตฺยวีราย นมะ | โอมฺ สตฺยโพธาย นมะ | โอมฺ
สตฺยธรฺมาย นมะ | โอมฺ สตฺยาคฺรชาย นมะ | โอมฺ สตฺยสํตุษฺฎาย นมะ |
โอมฺ สตฺยวราหาย นมะ | (๒๗) โอมฺ สตฺยปารายณาย นมะ | โอมฺ สตฺยปูรฺณาย
นมะ | โอมฺ สตฺเยาษธาย นมะ | โอมฺ สตฺยศาศฺวตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยปฺรวรฺธนาย นมะ | โอมฺ สตฺยวิภเว นมะ | โอมฺ สตฺยชฺเยษฺฐาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺเรษฺฐาย นมะ | โอมฺ สตฺยวิกฺรมิเณ นมะ | (๓๖) โอมฺ
สตฺยธนฺวิเน นมะ | โอมฺ สตฺยเมธาย นมะ | โอมฺ สตฺยาธีศาย นมะ | โอมฺ
สตฺยกฺรตเว นมะ | โอมฺ สตฺยกาลาย นมะ | โอมฺ สตฺยวตฺสลาย นมะ | โอมฺ
สตฺยวสเว นมะ | โอมฺ สตฺยเมฆาย นมะ | โอมฺ สตฺยรุทฺราย นมะ | (๔๕) โอมฺ
สตฺยพฺรหฺมเณ นมะ | โอมฺ สตฺยามฤตาย นมะ | โอมฺ สตฺยเวทางฺคาย นมะ |
โอมฺ สตฺยจตุราตฺมเน นมะ | โอมฺ สตฺยโภกฺตฺเร นมะ | โอมฺ สตฺยศุจเย นมะ
| โอมฺ สตฺยารฺจิตาย นมะ | โอมฺ สตฺเยํทฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยสํคราย นมะ
| (๕๔) โอมฺ สตฺยสฺวรฺคาย นมะ | โอมฺ สตฺยนิยมาย นมะ | โอมฺ สตฺยเมธาย
นมะ | โอมฺ สตฺยเวทฺยาย นมะ | โอมฺ สตฺยปียูษาย นมะ | โอมฺ สตฺยมายาย
นมะ | โอมฺ สตฺยโมหาย นมะ | โอมฺ สตฺยสุรานํทาย นมะ | โอมฺ สตฺยสาคราย
นมะ | (๖๓) โอมฺ สตฺยตปเส นมะ | โอมฺ สตฺยสิหาย นมะ| โอมฺ สตฺยมฤคาย
นมะ | โอมฺ สตฺยโลกปาลกาย นมะ | โอมฺ สตฺยสฺถิตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยทิกฺปาลกาย นมะ | โอมฺ สตฺยธนุรฺธราย นมะ | โอมฺ สตฺยามฺพุชาย นมะ
| โอมฺ สตฺยวากฺยาย นมะ | ( ๗๒) โอมฺ สตฺยคุรเว นมะ | โอมฺ สตฺยนฺยายาย
นมะ | โอมฺ สตฺยสากฺษิเณ นมะ | โอมฺ สตฺยสํวฤตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยสมฺปฺรทาย นมะ | โอมฺ สตฺยวหฺนเย นมะ | โอมฺ สตฺยวายุเว นมะ | โอมฺ
สตฺยศิขราย นมะ | โอมฺ สตฺยานํทาย นมะ | (๘๑) โอมฺ สตฺยาธิราชาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺรีปาทาย นมะ | โอมฺ สตฺยคุหฺยาย นมะ | โอมฺ สตฺโยทราย นมะ |
โอมฺ สตฺยหฤทยาย นมะ | โอมฺ สตฺยกมลาย นมะ | โอมฺ สตฺยนาลาย นมะ | โอมฺ
สตฺยหสฺตาย นมะ | โอมฺ สตฺยพาหเว นมะ | (๙๐) โอมฺ สตฺยมุขาย นมะ | โอมฺ
สตฺยชิหฺวาย นมะ | โอมฺ สตฺยเทาษฺฎฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยนาศิกาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺโรตฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยจกฺษเส นมะ | โอมฺ สตฺยศิรเส นมะ |
โอมฺ สตฺยมุกุฎาย นมะ | โอมฺ สตฺยาพราย นมะ | (๙๙) โอมฺ สตฺยาภรณาย นมะ
| โอมฺ สตฺยายุธาย นมะ | โอมฺ สตฺยศฺรีวลฺลภาย นมะ | โอมฺ สตฺยคุปฺตาย
นมะ | โอมฺ สตฺยปุษฺกราย นมะ | โอมฺ สตฺยาธฺริทาย นมะ | โอมฺ
สตฺยภามาวตารกาย นมะ | โอมฺ สตฺยคฤหรูปิเณ นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรหรณายุธาย
นมะ |(๑๐๘)
|| อิติ สตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ ||
***
 


|| ชาคฤหิ ชาคฤหิ || จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
อาศยา พทฺธเต โลกะ กรฺมณา ปริพทฺธฺยเต | อายุกฺษยํ น ชานาติ ตสฺมาตฺ
ชาคฤหิ ชาคฤหิ || ชนฺมทุะขํ ชราทุะขํ ชายาทุะขํ ปุนะ ปุนะ | อํตกาเล
มหาทุะขํ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ || กาม กฺโรเธา โลภ โมเหา เทเห
ติษฐนฺติ | ชฺญานรตฺนาปหาราย ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ || ไอศฺวรฺยํ
สฺวปฺน สํกาศํ เยาวนํ กุสุโมปมมฺ | กฺษณิกํ ชลมายุษฺจ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ
ชาคฤหิ ||
ชาวโลกถูกผูกมัดไว้ด้วยความปรารถนา และถูกผูกมัดแน่นยิ่งกว่าด้วยกรรมของตน พวกเขามิรู้เลยว่าช่วงชีวิตนั้นสั้นนัก ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ทุกข์แห่งชาติ ทุกข์แห่งชรา ทุกข์แห่งภรรยา เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันสุดท้าย(ของชีวิต) ทุกข์มหันต์ก็บังเกิดขึ้น ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
กาม และโกรธ โลภและหลง ซึ่งอาศัยในกายนี้ พวกมันคือโจร ผู้ขโมยเอารัตนะแห่งปัญญาไป ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ไอศวรรย์สมบัติเป็นดั่งความฝัน และเยาวภาพ เป็นดั่งบุปผชาติ(ซึ่งโรยราเพียงชั่ววัน) ทั้งสองสิ่ง และชีวิต ก็ล้วนไม่จีรัง เป็นดั่งสายน้ำไหล ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
***
ปรา ปูชา การบูชาอันสูงสุด
ปูรฺณสฺยาวาหนํ กุตฺร สรฺวาธารสฺย จาสนมฺ | สฺวจฺฉสฺย ปาทฺยมรฆฺยํ จ
ศุทฺธสฺยาจมนํ กุตะ || ๑ || ณ ที่ใดเล่าจะสามารถอัญเชิญ สภาวะแห่งความบริบูรณ์ แลอาจสามารถถวายอาสน์ แด่องค์ผู้ค้ำจุนสรรพสิ่ง การถวายน้ำล้างพระบาท การถวายสิ่งต่างๆลงในพระกร แลการถวายน้ำล้างพระโอษฐ์ ขององค์สภาวะอันบริสุทธิ์ จะมีจากที่ใด?
นิรฺมลสฺย กุตะ สฺนานํ วสฺตฺรํ วิศฺโวทรสฺย จ | นิราลมฺพสฺโยปวีตํ
ปุษฺปํ นิรฺวาสนสฺย จ || ๒ || การถวายน้ำสรงสนานแห่งองค์สภาวะนิรมล
แลการถวายเครื่องนุ่งห่มแห่งองค์ผู้มีอุทรเป็นสากลโลก จะมีจากที่ใดกัน? การถวายสายอุปวีต แห่งองค์ผู้ปราศจากประคับประคองจากสิ่งทั้งปวง แลการถวายบุปชาติแห่งผู้ที่กลิ่นสุคนธ์ไม่อาจกระทบ จะมีจากไหน?
นิรฺเลปสฺย กุโต คนฺโธ รมยสฺยาภรณํ กุตะ | นิตฺยตฤปตสฺย ไนเวทฺยํ
ตามฺพูลํ จ กุโต วิโภะ || ๓ ||
จากที่ใดเล่าที่จะถวายเครื่องหอมแห่งองค์ผู้ปราศจากมลทิน การถวายอาภรณ์เครื่องประดับแห่งองค์ผู้รื่นรมณ์อยู่เสมอจะมีจากไหน? การถวายอาหารทั้งหลายแห่งองค์ผู้อิ่มเอมเป็นนิตย์ แลการถวายหมากพลูแห่งองค์ผู้ทรงพลังจะมีจากที่ใด?
ปฺรทกฺษิณา หฺยนนฺตสฺย หฺยทฺวยสฺย กุโต นติะ | เวทวากฺไยรเวมยสฺย กุตะ
โสฺตตรํ วิธียเต || ๔ || การประทักษิณาแห่งองค์อนันตภาวะ
แลการนอบคำนับแห่งองค์ผู้ไม่เป็นสองโดยแท้จะมีจากที่ใด? การสวดบทสรรเสริญแห่งองค์ผู้ถ้อยคำพระเวทไม่อาจรู้ได้จะมีจากไหน?
สฺวยํ ปฺรกาศมานสฺย กุโต นีราชนํ วิโภะ | อนฺตรฺพหิศฺจ ปูรณสฺย
กถมุทฺวาสนํ ภเวตฺ || ๕ || การเวียนประทีปถวาย แห่งองค์ผู้มีจิตสว่างโชติช่วง เป็นอยู่ได้เอง ผู้ซ่านไปทั่วจะมีจากที่ไหน? พิธีกล่าวคำสวัสดิมงคล แห่งองค์ผู้บริบูรณ์ทั้งภายในแลภายนอก องค์พระผู้เป็นที่มาของทุกสิ่งจะมีจากที่ใดเล่า?
เอวเมว ปรา ปูชา สรฺวาวสฺถาสุ สรฺวทา | เอกพุทะยา ตุ เทเวศ วิเธยา
พฺรหฺมวิตฺตไมะ || ๖ || ดังนั้น การบูชาอันสูงสุด ย่อมมีในการณ์ทั้งหลายในกาลทุกเมื่อนั่นเทียว โดยความรู้ในเอกภาวะ(ความเป็นหนึ่งเดียวของสัจธรรม) อนึ่ง คือการกระทำให้แจ้งซึ่งความรู้แห่งพรหมันอันสูงสุด
***
ศานติ ปาฐ บทแผ่เมตตา
โอมฺ สรฺเว ภวนฺตุ สุขินะ สรฺเว สํตุ นิรามยาะ | สรฺเว ภทฺราณิ ปศฺยํตุ
มา กศฺจิทฺ ทุะขภาคฺ ภเวตฺ || โอมฺ ศาํติะ ศาํติะ ศาํติะ|| โอม
ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงมีสุข ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงปราศจากความป่วยไข้ ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงพบแต่สิ่งดีงาม ขออย่าให้ใครมีส่วนแห่งความทุกข์เลย โอม ศานติ ศานติ ศานติ
โอมฺ อสโต มา สทฺคมย | ตมฺโส มา ชฺโยติรฺคมย | มฤตฺโยรฺมา อมฤตํ คมย |
โอมฺ ศาํติะ ศาํติะ ศาํติะ|| โอม นำข้าฯ จากอสัตย์ สู่สัจจะ จากมืดมน
สู่สว่าง จากความตาย สู่อมฤต โอม ศานติ ศานติ ศานติ
***
|| ชคทีศ อารตี || อารตีพระเป็นเจ้าแห่งสากลโลก
(ปรารถนา-บทสวด) โอม วิศฺวานิ เทว สวิตรฺทุริตานิ ปราสุว | ยทฺ ภทฺรํ
ตนฺน อาสุว || โอมฺ ศาติะ ศาติะ ศาติะ || โอมฺ
ข้าแต่องค์พระสาวิตฤ(สุริยเทพ) พระเป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล โปรดขจัดความขาดแคลนของข้าฯ โปรดทรงนำสรรพสิ่งดีงามมาสู่ข้าฯเทอญ โอมฺ ศานติ ศานติ ศานติ ||
โอม แย ย่ะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร สวามี แย ย่ะเก่อะดี เฉ่อะ หะเร ภักตะ
ย่ะโน เก สังกัฎ ดาสะ ย่ะโน เก สังกฎ เก่อะษัณ เม ดูเร่อะ กะเร ,โอม แย
ย่ะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร
โย ธยาเว ผะเล่อะ ปาเว ดุเข่อะ บิเน่อะเส มะนะ กา | สวามี.. สุขะ
สัมปัตติ ฆัรเร่อะ อาเว่ กัษเฎ่อะ มิเฎ ตะนะ กา | โอม ..
มาตะ-ปิตา ตุมเม่อะ เมเร ฉ่ะระเณ่อะ กะหู แม กิสะกี| สวามี.. ตุมม่ะ
บินน่ะ โอเร่อะ นะ ดูยา อาส่ะ กะรู ยิสส่ะกี | โอม ...
ตุเม่อะ ปูระเณ่อะ ปะระมาตมา ตุมเม่อะ อันตัรยามี | สฺวามี..
ปะระบรัมเม่อะ ปะระเมฉ่ะวะเร่อะ ตุมเม่อะ สะบ่ะ เกสวามี| โอม
ตุมเม่อะ กะรุณา เก สาก่ะเร่อะ ตุมเม่อะ ปาลันเนอ่ะ กัรตา | สวามี..แม
เสวักเก่
อะ ตุมเม่อะ สวามี กฤปปา กโร ภัรเร่อะตา | โอมฺ ...
ตุมเม่อะ โฮ เอเก่อะ อโกจ่ะอะร สับบะเก ปรานเน่อะปติ | สวามี.. กิส
วิธิ มิลู ดยามัยย่ะ ตุมเม่อะโก แม กุมเม่อะตี | โอม ...
ดีเน่อะ บันธุ ดุะข่ะหัรเร่อะตา ตุมเม่อะ รักษ่ะเก่อะ เมเร | สวามี..
กะรุณา หัสเอะต บฐาโอ ดวาเร่อะ ปรา เตเร | โอม ...
วิฉ่ะย่ะ วิกาเร่อะ มิตฎาโอ ปาป่ะ ฮโรเดวา | สวามี.. ฉรัดธา ภักติ
บะรฺาโอ สันตันเน่อะกี เสวา | โอม แย ยะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร
***
ศานติ ศานติ ศานติ...
ขอขอบคุณ (ขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ)
1. พี่หริทาสผู้แปล เรียบเรียง และจัดทำ
2. ที่มา http://wongmalatorn-say.exteen.com/20080205
1900  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทเทศนา ศรีสัตยนารายณ์ กถา (ภาษาไทย) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:12:06
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| ทุสรา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่2 (บทที่ 2)
วันหนึ่ง ท่านพรหมฤาษีนารทได้พบกับพราหมณ์ยากจน ในนครกาศี(พาราณสี)อันงดงาม พราหมณ์ยากจนผู้นั้นหิวโหย ทั้งยังเศร้าหมองเพราะความสังเวชในสภาพของตนเอง เมื่อท่าน นารทมุนี ได้เห็นพราหมณ์ผู้นั้นแล้ว ท่านได้เข้าไปใกล้แล้วถามขึ้นว่าเหตุใดเขาจึงดูเศร้าหมองนัก พราหมณ์ตอบว่า “ โอ ข้าแต่ท่านพรหมฤาษี ทำอย่างไรเล่าข้าพเจ้าจะสามารถขจัดเสียซึ่งความยากจนและความทุกข์ประดามีที่ข้าพเจ้าประสบอยู่ ข้าพเจ้าว้าวุ้นสับสนจนไม่อาจนอนหลับลงได้ในยามราตรี ได้โปรดบอกข้าพเจ้าหน่อยเถอะ ว่าทำไฉนข้าพเจ้าจะขจัดเสียซึ่งความเศร้าหมองที่ข้าพเจ้ามีในบัดนี้” ท่านนารทมุนีตอบว่า “นี่แน่ะ มิตรรัก ในเบื้องต้นท่านจงพยายามทำความเข้าใจว่า จริงๆแล้วท่านคือใคร จงพยายามทำความเข้าใจถึงรูปลักษณ์และธรรมชาติอันแท้จริงของ สัจธรรมสูงสุด จงพินิจพิจารณาเถิดว่าพิธีสัตยนารายณ์บูชานั้นกระทำอย่างไร ด้วยการประจักษ์แจ้งความจริงของตน ท่านก็จะบรรลุสิ่งทั้งปวงที่ท่านต้องการ” พราหมณ์ผู้นั้นจึ่งกลับไปบ้าน ในไม่กี่วันต่อมาเขาได้พินิจพิเคราะห์ว่าพิธีสัตยนารายณ์นั้นกระทำอย่างไร เขาได้สังเกตความเรียบง่ายของพิธีในการใช้ หมาก มะพร้าวและหม้อน้ำกลศ ที่ถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งสูงสุด เขาเองก็ได้เริ่มวิธีการเช่นเดียวกันนี้เพื่อจะทำความเข้าใจองค์สิ่งสูงสุด เขาดูแลช่วยเหลือภรรยา ดั่งถวายบริการแด่องค์พระลักษมี เขามอบความรักแด่บุตรชายของตนดั่งถวายความรักต่อองค์พาลกฤษณะ(พระกฤษณะในวัยเด็ก) และเขามอบความรู้แด่บุตรสาวดั่งถวายต่อองค์พระสรัสวตี ทัศนะที่มีต่อชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือเศษเสี้ยวหนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในหัวใจของเขา ความว้าวุ้นสับสนได้มลายไป เขากลายเป็นผู้ที่มีความสุข เมื่อใดที่จิตเป็นสุขร่างกายก็จะตอบสนองในแง่ดีด้วย ดังนั้นสุขภาพของเขาก็ดีขึ้น เขาสามารถที่จะทำงานหนักได้ และด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานหนักและธรรมชาติของตัวเขาเอง พราหมณ์ผู้นั้นกลายเป็นบุคคลอันเป็นที่ต้องการของสังคม สถานภาพทางสังคมของเขาก็ดีขึ้น ความซื่อสัตย์จริงใจและความรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า โดยปราศจากความปรารถนาผลทางวัตถุใดๆ ก็ทำให้เขาได้รับสิ่งทั้งปวงอันเหมาะสมที่เขาจะพึงได้รับ วันหนึ่ง ขณะที่พราหมณ์ผู้นั้นกำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็น ชายขายฟืนยากจนและหิวโหยซึ่งเทินมัดกองฟืนไว้บนศรีษะ ยืนอยู่ที่ประตูบ้านของเขา ชายขายฟืนเอ่ยถามว่าพราหมณ์กำลังทำสิ่งใด พราหมณ์จึงเชื้อเชิญชายขายฟืนเข้ามาในบ้านและชวนให้เขาพินิจดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ และกล่าวบอกชายขายฟืนว่าทำอย่างไรที่บุคคลจะได้รับสิ่งที่พึงใจอย่างเต็มที่จากการพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าคือองค์สัตยนารายณ์ โดยการสังเกตพิธีสัตยนารายณบูชานั่นเอง ชายขายฟืนได้กลายเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างยิ่ง เขาได้เจริญรอยตามพราหมณ์ผู้นั้น
ด้วยการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของจิตใจในทางที่ดีขึ้น
ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกาย พละ
กำลัง และการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ใจนี้นำมาสู่การทำงานที่หนัก
ขึ้นอันจะนำไปสู่ทรัพย์สิน บุตรที่ดีและครอบครัวที่เป็นสุข
จบอัธยายที่ 2 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| ติสรา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่ 3 (บทที่ 3)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าอุลกามุข(อุลฺกามุข) ทรงปกครองชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถควบคุมกายใจของพระองค์ ทรงเที่ยงธรรม ทรงมีความรักภักดีในพระเป็นเจ้า และทรงเป็นผู้ที่มีสติปัญญาสูงยิ่ง พระองค์พระมเหสีที่งดงามเป็นอย่างยิ่งพระนามว่า พระนางสุนทรวทนา(สุนฺทรวทนา) ซึ่งทรงมีความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อพระเจ้าอุลกามุข พระนางถวายการรับใช้ต่อองค์ราชาดั่งถวายต่อองค์พระนารายณ์ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่บ่อยครั้ง ณ ริมฝั่งน้ำ ด้วยความรักภักดีและความสุจริตใจ วันหนึ่ง ขณะที่สองพระองค์กำลัง กระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่นั้น พ่อค้าวาณิชผู้หนึ่งนามว่าสาธุ ได้นำเรือบรรทุกสินค้าและทรัพย์สมบัติผ่านมาพอดี
สาธุสังเกตเห็นองค์ราชาและมหารานีกำลังกระทำการบูชาอยู่ จึ่งนำเรือเข้าเทียบท่า
สาธุเข้าไปใกล้ทั้งสองพระองค์ครั้นแล้วก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความเคารพว่าทั้งสองพระองค์กระทำสิ่งใด พระราชาตรัสตอบว่า “ นี่แน่ะสาธุ มีอะไรเล่าที่จะจำเป็นยิ่งไปกว่าการรู้ว่าจริงๆแล้วตัวเราเป็นใคร สิ่งที่ดำรงอยู่รอบตัวเราทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตคือใคร และอะไรคือจุดหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ของเราภายใต้จักรวาลอันไพศาลนี้ ความรู้อันเนื่องด้วยสัจธรรมสูงสุดนั้น ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขในจิตใจ นำมาซึ่งความสุขและสุขภาพที่ดี สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้คนผู้นั้นแข็งแรงขึ้น มีพลังที่จะทำงานหนักและได้รับสิ่งจำเป็นทั้งปวงเพื่อการยังชีพ และไม่ช้าเราก็จะสามารถเป็นพ่อแม่ในอุดมคติของลูกหลาน ในที่สุดครอบครัวทั้งหลายก็จะมีความสุขสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่า โดยการกระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชา เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงที่กล่าวมานี้” เมื่อนายวาณิชสาธุได้เรียนรู้เรื่องรายละเอียดต่างๆของการประกอบพิธีสัตยรายณ์บูชาแล้ว เขาเอ่ยขึ้นว่า “ กระหม่อมปราศจากความสุข เหตุเพราะกระหม่อมไม่มีบุตร กระหม่อมสัญญาว่า กระหม่อมจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาเป็นแน่ เมื่อกระหม่อมมีบุตร” ครั้นแล้วสาธุจึงเดินทางกลับบ้าน และเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ภรรยานามว่าลีลาวตีฟัง มินานนัก ขณะเมื่อลีลาวตีปรนนิบัติสามีของนางจากส่วนลึกของหัวใจ ประดุจดั่งถวายต่อองค์นารายณ์นั้น นางก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้น ครั้นถึงเวลาที่เหมาะสมนางก็ให้กำเนิดบุตรสาวที่มีความงดงามน่ารักเป็นอย่างยิ่ง นามว่า กลาวตี
วันหนึ่ง ลีลาวตีเอ่ยถามสามีของนางว่า เมื่อไหร่เขาจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาตามที่สัญญาไว้ สาธุอิดเอื้อนเล็กน้อยแล้วตอบไปว่า เขาสัญญาว่าจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา เมื่อกลาวตีแต่งงาน กลาวตีเติบโตขึ้นทุกวัน เมื่อเธอมีอายุได้สิบหกปี สาธุผู้บิดาตั้งใจจะจัดพิธีสยุมพร(แต่งงาน)ให้เธอกับพ่อค้าหนุ่มจากเมืองกานจน(กาจน)อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อพิธีสยุมพรผ่านพ้นไปแล้วสาธุและบุตรเขยก็ออกเดินทางไปค้าขาย เขาหลงลืมคำสัญญาไปเสียสิ้น โลกรอบๆตัวเขาหมุนวนไปด้วยเรื่องการค้าขายและเรื่องการหาเงินทองให้มากขึ้นเท่านั้น เขาเองมักกังวลว่าทำอย่างไรที่จะหาเงินทองมาเพิ่มอีก และทำอย่างไรที่จะปกป้องเงินทองที่หามาได้ ด้วยความกลัดกลุ้มสาธุได้ลืมการนอนหลับในยามราตรีไปเสียแล้ว วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินทางมาค้าขายในเมืองซึ่งปกครองโดย พระเจ้าจันทรเกตุ(จนฺทฺรเกตุ) สาธุและบุตรเขยมองเห็นหัวขโมยสองคนวิ่งมาพร้อมด้วยเพชรพลอยจำนวนมากซึ่งถูกขโมยมาจากพระราชวัง และกำลังถูกไล่ตามมาโดยทหารหลวง เมื่อจวนตัวขโมยทั้งคู่ก็โยนเพชรนิลจินดาทั้งหมดไว้เบื้องหน้าสาธุและบุตรเขย แล้วก็วิ่งหนีไปโดยเร็ว เมื่อทหารที่ติดตามมาเห็นเพชรพลอยกองอยู่หน้าคนทั้งสอง ก็คิดว่าสาธุและบุตรเขยเป็นผู้ขโมยเครื่องประดับเหล่านั้น ทหารจึงจับกุมคนทั้งคู่และนำตัวไปยังท้องพระโรง พระเจ้าจันทรเกตุได้มีพระบัญชาให้ยึดเครื่องประดับและบรรดาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของทั้งสองคน แล้วจึงให้จำคุก กล่าวถึงลีลาวตีและกลาวตี เมื่อสามีของทั้งสองของนางหายไปก็ได้รับความยากแค้นลำบากอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีหนทางแล้วสองแม่ลูกจึงต้องขอทานอาหารเพื่อยังชีพ ทั้งสองรู้สึกอึดอัดทุกข์ทรมานใจ และยังต้องทนทุกข์ด้วยความหิวโหยรวมทั้งความเจ็บป่วยอันเกิดแต่จิตใจที่ย่ำแย่ วันหนึ่ง ขณะที่กำลังขอทานอาหารที่หน้าบ้านพราหมณ์ผู้หนึ่ง ทั้งคู่ก็ได้เห็นพราหมณ์เจ้าของบ้านกำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา ในบัดดลนั้นเองทั้งคู่ก็บังเกิดความสงบและความสุขในใจ เพราะการประจักษ์แจ้งถึงความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์ ทั้งคู่ได้ร่วมประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาในทันที ด้วยความสันติในจิตใจ ด้วยการประจักษ์แจ้งตนเอง ด้วยการรู้ว่าตนเองคือใคร และอะไรเป็นจุดหมายของชีวิต คนทั้งคู่ก็เริ่มรับใช้และดูแลผู้ยากไร้คนอื่นๆในสังคม
สถานภาพทางสังคมของทั้งสองก็ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดและต่อมาทั้งสองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามีขอพวกนางบริสุทธิ์ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นจุดหมายที่แท้จริงของชีวิตเท่านั้น ในที่สุดพระเจ้าจันทรเกตุทรงปล่อยสาธุและบุตรเขย ทั้งยังทรงคืนทรัพย์สินให้ โดยทรงเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ยึดมา ทรงสอนให้ทั้งสองคนรู้ว่าอะไรคือความจริงสูงสุด เราคือใคร ทำไมจึงมีตัวตนของเราบนโลกนี้และอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ทั้งยังทรงเรียกร้องให้ทั้งสองคนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม และให้ช่วยทำให้สังคมตระหนักรู้ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งหรือเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์นั้นเอง
จบอัธยายที่ 3 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***


|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| เจาถา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่4 (บทที่ 4)
ครั้นแล้ว สาธุได้ถวายเงินจำนวนหนึ่งแด่พราหมณ์ เพื่ออานิสงค์นั้นจะได้ขจัดอุปสรรคในการเดินทาง เขารับพรแล้วจึงเตรียมเดินทางกลับบ้านเมือง พระเจ้าจันทรเกตุผู้ทรงธรรม ทรงมีพระประสงค์จะตรวจสอบดูว่า สาธุได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตใจจริงๆหรือไม่ ทรงพระบัญชาให้จารบุรุษ(ตำรวจสืบราชการลับ) ไปทดสอบความซื่อสัตย์ของสาธุ หนึ่งในจารบุรุษได้ปลอมตัวเป็นนักบวชโดยนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด เข้าไปสู่สาธุแล้วจึงถามขึ้นว่า มีอะไรอยู่ในเรือของพวกเขา สาธุและบุตรเขยก็หัวเราะขึ้นอย่างยโส และคิดว่านักบวชนั้นอาจประสงค์จะลักขโมยสมบัติในเรือของเขา จึ่งตอบไปว่าในเรือไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากฟางแห้งเท่านั้น บรรดาจารบุรุษอื่นๆซึ่งแอบฟังอยู่ในระยะไกล ได้ทำการสับเปลี่ยนสมบัติในเรือของเขาโดยนำฟางแห้งมาใส่ไว้แทน และทั้งสองคนมิได้ล่วงรู้เหตุการณ์ดังกล่าวเลย เมื่อสาธุและบุตรเขยเสร็จสิ้นธุระในเมืองนั้นแล้ว จึงกลับขึ้นไปยังเรือของตนเพื่อจะเริ่มเดินทางต่อไป แต่แล้วเมื่อพวกเขาตรวจดูเรือ ก็พบว่าในเรือมีแต่ฟางแห้งเท่านั้น ทั้งคู่ตกใจเป็นอย่างมากถึงกับสิ้นสติไปทันที ครั้นเมื่อได้สติคืนมาแล้ว พวกเขาพากันคิดว่า นักบวชผู้นั้นจะต้องมีอิทธิฤทธิ์และทำให้สมบัติทั้งหมดของพวกเขากลายเป็นฟางแห้งตามที่พวกเขาบอก ทั้งสองจึ่งรีบกลับไปตามหานักบวชผู้นั้น เมื่อพบแล้วก็กระทำการขอขมาลาโทษและขอให้นักบวชให้อภัย จารบุรุษในชุดนักบวชจึงเปิดเผยความจริงทั้งหมด ทั้งยังกล่าวเตือนให้สาธุและบุตรเขยปฏิบัติตามที่พระเจ้าจันทรเกตุทรงสั่งสอน เมื่อกล่าวเสร็จก็คืนสมบัติทั้งหมดให้สาธุ สาธุและบุตรเขยได้สัญญาต่อจารบุรุษผู้นั้นว่า พวกเขาจะทำงานหนักเพื่อสังคม จะพยายามเข้าใจว่า พวกเขาคือใครและ เพียรพยายามเข้าใจความจริงสูงสุด พวกเขาจะแสวงหาแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามและหลีกไกลจากสิ่งที่ผิด พวกเขาจะใช้สติปัญญาที่มีอยู่ ซึ่งได้รับจากองค์ความจริงสูงสุดนั้นเพื่อใช้ในการแสวงหาสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ ดังนี้แล้วสาธุและบุตรเขยก็ออกเดินทางกลับบ้านเมืองต่อไป กล่าวถึง รัตนปุรีเมืองบ้านเกิดของสาธุ ลีลาวตีและกลาวตีได้ข่าวว่าสามีของพวกนางกำลังกำลังเดินทางกลับมา ทั้งคู่ตื่นเต้นและมีความสุขมาก บรรดาผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพในเมืองต่างขอให้ทั้งสองประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา แต่แม้เมื่อประกอบพิธีอยู่ ใจของพวกนางก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องของสามี พวกนางกระหายที่จะได้พบสามีและหลงลืมไปว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ ในหัวของพวกนางมีเพียงเรื่องสามีของนางเท่านั้น นางเร่งรีบประกอบพิธีเพื่อที่จะได้ไปยังท่าเรือเพื่อรอพบสามี แต่ทันใดนั้นเองพวกนางก็ได้ยินข่าวว่า มีเรือลำหนึ่งจมลงที่นอกชายฝั่ง ด้วยใจที่มีเพียงเรื่องคนรักและยังมิเห็นหน้าสามีกลับมา ต่างก็คิดไปว่าสามีของพวกนางคงตายเสียแล้ว ทั้งคู่ก็ถึงกับสิ้นสติด้วยความตกใจและโศกเศร้า เมื่อลีลาวตีและกลาวตีกลับฟื้นคืนสติแล้ว หนึ่งในบรรดาผู้อาวุโสก็กล่าวว่า นางทั้งสองลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ พวกเธอมิได้ใช้สติปัญญาแยกแยะว่าอะไรถูกและผิด บางสิ่งแม้ดูเหมือนมันจะถูกแต่มันก็ผิดเราจำต้องใช้ปัญญาญาณพินิจดู ดังนั้นขอจงมีความสงบ จงรู้ว่าอะไรถูกและผิด อย่าทำให้สิ่งที่ยังกระทำไม่เสร็จสิ้นนั้นตกล่วงไป จงออกห่างเสียจากอวิชชา จงรู้เถิดว่าเราคือใคร อะไรคือจุดหมายแห่งชีวิต และจงมอบตนเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด เมื่อลีลาวตีและกลาวตีได้ฟังถ้อยคำของผู้อาวุโสแล้ว ทั้งคู่ตระหนักว่า ไม่จำเป็นเลยที่จะกังวลเกี่ยวกับเรื่องสามีของนาง จริงๆแล้วสามีของพวกนางยังคงปลอดภัยดี แ ต่อมาเมื่อสาธุ บุตรเขย กลาวตีและลีลาวตีได้พบกันแล้ว ทั้งหมดก็ได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาสรุปว่า ไม่มีสิ่งใดจะมีคุณค่าเกินไปกว่าการประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาด้วยความรักภักดีอย่างที่สุด ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตใจโดยปราศจากความปรารถนาในลาภผลอันคับแคบใดๆเฉพาะตน
จบอัธยายที่ 4 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
1901  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / บทเทศนา ศรีสัตยนารายณ์ กถา (ภาษาไทย) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 09:11:13
บทเทศนา ศรีสัตยนารายณ์ กถา (ภาษาไทย)
ศรีหริทาส แปลและเรียบเรียง
ถวายเทวสถานวัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช
***


|| โอมฺ ศฺรีคุรุภฺโย นมะ ||
อารัมภกถา
พิธีสัตยนารายณบูชา( สตฺยนารายณ ปูชา) เป็นพิธีสำคัญอันหนึ่งในศาสนาฮินดู เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อถวายบูชาแด่องค์พระนารายณ์ โดยมีความพิเศษอยู่ตรงที่ เรียกองค์พระนารายณ์ว่า “ สัตยนารายณ์” ข้อนี้น่าพิเคราะห์ เพราะคำว่า “ สัตยะ(สตฺย) ” นั้นตรงกับคำว่า “ สัจจะ” ซึ่งหมายถึง “ ความจริง” การที่เราเรียกองค์พระนารายณ์ว่าทรงเป็น “ ความจริง” นั้นเพราะเหตุว่า ชาวฮินดูเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งปวง โลก ดวงดาว จักรวาลอันไพศาลรวมทั้งชีวิตของเราเองนั้น เป็นก็แต่เพียง “มายา” เป็นเพียงนาฎกรรมกรีฑาอันสนุกสนานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น มิได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเลย เพราะมันเกิดขึ้นมีขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็สูญสลายไป
มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นความจริงอันนิรันดร เที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน คือองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในที่นี้เราเรียกพระนามแทนพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดนั้นว่า พระนารายณ์ ทั้งนี้ชาวฮินดูก็เข้าใจว่านั่นเป็นเพียงการสมมุติเรียกพระนามอันหนึ่งของพระเจ้า(God) เท่านั้น เพราะพระเจ้าสูงสุดย่อมทรงปรากฏในทุกรูปแบบ ทุกชื่อ ทุกหนทุกแห่งในธรรมชาติ แม้ในตัวเรา ทรงไม่อาจอธิบายให้เข้าใจจริงๆได้โดยอาศัยเพียงภาษาของมนุษย์ หรือหากกล่าวเน้นลงไปคือ พระองค์ทรงพ้นไปจากโลกสมมุติโดยสิ้นเชิง พ้นไปจากภาษาและความคิด เราต้องอาศัยศรัทธาและปัญญาที่จะเข้าถึงพระองค์
ในพิธีสัตยนารยณ์บูชานั้นใช้เพียงสิ่งที่เรียบง่ายเช่น มะพร้าว หมาก หม้อกลัศ หรือใช้หิน “ศาลิครามศิลา” เป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าในพิธีบูชา ศาลิครามนั้นเป็นหินสีดำชนิดหนึ่ง บางก้อนก็มีฟอสซิลของแอมโมไนท์อยู่ภายใน พบที่แม่น้ำ คัณฑกี ใกล้เทือกเขามุกตินาถในเนปาล ถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก เหตุเพราะเชื่อกันว่าเป็นองค์พระนารายณ์อวตารมาในรูปของหิน ชาวฮินดูจึงปรนนิบัติศาลิครามเยี่ยงปฎิบัติต่อเทพเจ้าเลยทีเดียว ข้าพเจ้าคิดว่านี้เป็นจิตวิญญาณของชาวฮินดูที่แท้จริง มิใช่การกระทำไปเพราะความงมงาย แต่การที่เราจะมองเห็น “พระเจ้า” ในสิ่งเล็กน้อยอย่างหินเล็กๆก้อนหนึ่งนั้น มิใช่เรื่องง่ายดายเลย เพราะมนุษย์ผู้อหังการจะยอมสละความยึดมั่นในอัตตาของตัวเอง ก้มลงศิโรราบกราบกรานหินเล็กๆได้ด้วยความจริงใจนั้นยากยิ่ง ความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติในฐานะภาคส่วนแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นคือจิตวิญญาณของชาวฮินดูที่แท้จริง
ในพิธีสัตยนารายณ์บูชา นอกจากการกระทำบูชาตามประเพณีแล้วนั้น ก็มีส่วนสำคัญอันหนึ่งคือการแสดงธรรมโดยพราหมณาจารย์ผู้ประกอบพิธี ซึ่งยกเป็นนิทานปรัมปราเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับอานิสงค์หรือที่มาของพิธีนั้นๆ เรียกว่า “ กถา” เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชนให้มีความยินดีในกุศล เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมพิธีสัตยนารายณ์บูชา ในเทศกาลมกรสังกรานติ ปูรณิมา ณ วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ก็ได้ฟัง สัตยนารายณ์กถา อาศัยว่ามีฉบับภาษาอังกฤษอยู่ในมือ จึงพอจะตามเรื่องที่ท่านอาจารย์ ปัณฑิต ศรีลลิต โมหัน วยาสผู้เทศนา แสดงเป็นภาษาฮินดีไปได้บ้าง ข้าพเจ้าได้ถวายฉบับภาษาอังกฤษไปให้ท่านสำเนาหนึ่งเพื่อท่านจะได้สอนแก่ชาวอินเดียที่ไม่ได้ใช้ภาษาฮินดี และยังแจ้งต่อท่านว่าจะแปลเป็นภาษาไทย เพื่อให้ชาวไทยได้มีโอกาสเข้าใจความหมาย ได้มีโอกาสซาบซึ้งกับอรรถและธรรม เพื่อจะได้เจริญปัญญา ท่านได้อนุโมทนาและอำนวยพรในดำริของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเลือกเอา สัตยนารายณ์กถา ฉบับภาษาอังกฤษที่แปลโดย ศฺรี อโศก พาสเคการ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในเวปไซต์ http://sanskrit .gde.to ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่รวบรวมเอาโศลก บทสวดมนตร์ งานชิ้นสำคัญต่างๆในภาษาสันสกฤตและศาสนาฮินดูไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกไซเบอร์ โดยเผยแพร่เป็นวิทยาทานมานาน นับว่าน่าอนุโมทนายิ่งนัก ข้าพเจ้าก็ได้อาศัยเวปไซต์นี้เองเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ จึงขอแสดงความขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เหตุที่ข้าพเจ้าเลือกเอาสัตยนารายณ์ กถาฉบับนี้ เพราะศรีอโศก ได้สอดแทรก เนื้อหาเชิงสังคมเอาไว้ตลอดเรื่อง ทั้งยังปรับปรุงให้มีเนื้อหาร่วมสมัย ไม่โลดโผนพิสดาร จึงน่าที่จะเป็นที่รับฟังของคนรุ่นใหม่ได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบ้างเล็กน้อย เพื่อง่ายแก่การอ่าน ความผิดพลาดใดๆที่ปรากฏในหนังสือนี้จึงเป็นของข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าได้เพิ่มส่วนที่เป็น ศฺรีสตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ หรือบทสวดพระนามทั้ง 108 ขององค์สัตยนารายณ์ โศลกชื่อชาคฤหิ (จงตื่นเถิด!) และปรา ปูชา(การบูชาอันสูงสุด)ซึ่งเป็นข้อเตือนใจและบทเพลงอารตี ชคทีศฺวรจี ภาษาฮินดี(ซึ่งยังไม่มีเวลาที่จะแปล หวังใจว่าจะได้แปลในโอกาสต่อๆไป) ไว้ในส่วนท้ายของเล่ม โดยเลือกถอดจากอักษรเทวนาครีเป็นภาษาไทย ตามหลักการถอดอักษรที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการรักษาต้นฉบับ แม้ว่าจะค่อนข้างยากสำหรับการอ่านของคนทั่วๆไป แต่การถอดอย่างถูกต้องตามหลักการนั้น ก็ให้ประโยชน์หลายสถาน คือ
1. ย่อมทำให้สามารถพอจะเดาความหมายของศัพท์ต่างๆได้บ้าง เช่น หากถอดว่า “เทวา” ก็พอเดาได้ว่าแปลว่า “เทพ” แต่ถ้าถอดว่า “เดวา”(ตามการออกเสียง)อาจทำให้ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วเป็นคำว่าอะไร หรือหากถอดว่า “ ดุะข” ก็จะไม่ทราบว่าเป็น ทุข หรือทุกข์นั้นเอง
2. การออกเสียงในภาษาอินเดียนั้นต่างจากไทยแม้ว่าจะใช้พยัญชนะตรงกันและมีศัพท์เหมือนๆกัน เช่น เราออกเสียงอักษรอูษมัน คือ “ส” “ศ” “ษ” ไม่ต่างกัน แต่ชาวอินเดียออกเสียงต่างกันทั้งสามตัว ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ ผู้สนใจจริงๆ ที่อยากจะออกเสียงมนตร์ให้ตรงกับภาษาเดิม ( ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชาวอินเดีย ถือว่าเสียงมนตร์ที่ออกอย่างถูกต้อง มีผลต่อร่างกายและจิตใจ) จึงต้องเพียรพยายามฝึกฝน ไปสอบถามจากผู้รู้ หรือต้องหมั่นไปวัดฮินดู ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่ตัวแล้ว ก็จะได้กุศลอีกทางหนึ่ง ผู้ที่สนใจจริงๆ การหาความรู้เช่นนี้คงมิใช่เรื่องเกินกำลังกระมัง
เนื้อหาของสัตยนารายณ์ ข้าพเจ้าคิดว่าฉบับดั้งเดิมเก่าแก่คงเป็นเรื่องอิทธิปาฎิหารย์ตามแบบนิทานในคัมภีร์ปุราณะ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ปาฎิหารย์มิใช่เรื่องสำคัญ จุดที่ข้าพเจ้าอยากให้ผู้อ่านใคร่ครวญคือ สิ่งที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรับใช้สามีภรรยาลูกหลาน การช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ยากไร้ด้วยจิตใจดั่งการถวายต่อพระเป็นเจ้า การมีความภักดีและความจริงใจ เพราะทั้งหมดนี้คือความหมายแท้จริงอันหนึ่งของการ “บูชา” ซึ่งมิใช่เพียงพิธีกรรมตามประเพณีเท่านั้น ความรักในหัวใจเราคือเครื่องบูชาอันสูงสุด ซึ่งถวายผ่าน “พระเจ้า”ในตัวผู้อื่นและในสรรพสิ่งแห่งธรรมชาติ ความรักซึ่งหอมหวนยิ่งกว่าดอกไม้และหวานกว่าน้ำผึ้งป่าอันมิอาจซื้อหาได้ด้วยเงินทอง และความพยายามที่จะประจักษ์แจ้งความจริงสูงสุดโดยมิย่อท้อ คือสิ่งที่ผู้เขียนเสนออย่างน่าพินิจใคร่ครวญ
ท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากแก้ความเข้าใจผิดบางประการที่มีต่อชาวฮินดู ชาวฮินดูนั้นมิได้งอมืองอเท้าเฝ้าอ้อนวอนร้องขอแต่พระเมตตาของพระเจ้า แต่ชาวฮินดูเชื่อเรื่อง “ กรรม” พระเป็นเจ้าเป็นแต่ผู้อำนวยให้กฎของกรรมดำเนินไปอย่างถูกต้อง การไม่ทำความดี แม้ผู้นั้นจะร้องขอปานใดก็มิอาจให้ผลดีได้ การบูชาที่ดีควรเป็นไปเพื่อการเคารพสักการะด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ เราบูชาเพราะเรามีใจอยากบูชา เพราะเรามีความเคารพรักในพระเป็นเจ้า มิใช่กระทำในเชิงติดสินบนหรือเพื่อขอสิ่งใดๆ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านทั้งหลายไม่ควรร้องขอผลประโยชน์ทางวัตถุใดๆจากพระเป็นเจ้า (บางคนร้องขอผลประโยชน์ทางอบายมุขจากพระเป็นเจ้าเช่น หวย เบอร์เสียด้วยซ้ำ ซึ่งมิใช่สิ่งควรกระทำเลย) สิ่งที่เราอาจพอจะขอพระเมตตาต่อพระองค์ได้เช่น ความสันติสุขในจิตใจ กำลังใจ ส่วนสิ่งอื่นๆ พระองค์ย่อมจัดสรรให้เหมาะสมแก่เราเอง และการแสวงหาผลประโยชน์จากพระเป็นเจ้านั้นเป็นบาปหนักไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆก็ตาม เช่น การเข้าทรง (ซึ่งเป็นไปโดยอำนาจกิเลส เช่นความจงใจหลอกลวง หรือจิตใจอันผิดปกติ เจ็บป่วยของตนเอง) หรือในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ขอเน้นย้ำว่า การทรงเจ้าเข้าผีไม่มีในคำสอนของศาสนาฮินดู และเราย่อมเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้ด้วยความศรัทธาของตัวเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งคนทรงเจ้าหรือผู้วิเศษคนใด
ความดีใดๆอันพึงมีในหนังสือนี้ ข้าพเจ้าขอถวายเป็นเทวปูชาแด่เทพเจ้าทุกพระองค์ เป็นมาตาปิตรปูชา และเป็นคุรุปูชาแด่ ท่านปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ และแด่ท่านอาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ ขอพระเป็นเจ้าประทานพรแด่ท่านที่ได้อ่าน ให้มีความสุขศานติ และได้พบกับสัจจธรรมอันสูงสุดด้วยเทอญ
โอม ศานติ
ศรีหริทาส
***

โอมฺ ศฺรีคเณศาย นมะ ||
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ปรารมฺภ ||
|| ปหิลา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่1 (บทที่ 1)
บัดนี้
ข้าพเจ้าจักได้สาธยายเรื่องราวและความหมายที่อยู่เบื้องหลังพิธีสัตยนารายณ์บูชา ซึ่งเราทั้งหลายได้กระทำไปแล้ว ในรูปแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ โดยตามประเพณีแล้วนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับสัตยนารายณ์บูชาจะถูกเล่าในเชิงนิทาน ซึ่งเป็นเรื่องอันเกิดในอดีตอันไกลโพ้น โดยในกาลครั้งนั้นผู้คนยังสามารถประสบกับปาฏิหาริย์ต่างๆได้ ผิดกับสมัยปัจจุบันที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องเชื่อปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว คนในยุคเรานี้ล้วนเชื่อในปาฏิหาริย์สมัยใหม่เช่น ซิลิคอนชิปในคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำหน้าที่ต่างๆได้อย่างมากมาย แต่ไม่อาจทำใจให้เชื่อในปาฏิหาริย์อันถูกเล่าตามประเพณีมานับแต่อดีตจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจะพยายามเล่าเรื่องสัตยนารายณ์โดย ให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้(โดยเรื่องราวที่จะเล่านี้เก็บความจากคัมภีร์ปุราณะ) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าแห่งหนึ่งนามว่า ไนมิษฺ ซึ่งเป็นที่พำนักของท่านฤาษีเศานักและบรรดาฤาษีทั้งหลาย ฤาษีเหล่านั้นพากันถามผู้เล่านิทาน(สูตะ)ว่า ทำอย่างไรที่บุคคลจะได้รับความสันติแห่งจิตใจ สุขภาพที่ดี ทรัพย์สมบัติและความสุข สูตะกล่าวตอบว่า คำถามเช่นนี้ก็ได้บังเกิดขึ้นในจิตของท่านพรหมฤาษีนารทมุนีเช่นกัน ขณะเมื่อท่านนารทรู้สึกขัดข้องว้าวุ้นใจและปราศจากความสุข เมื่อได้พบเห็นความทุกข์ของสรรพชีวิตทั้งหลายในจักรวาล ด้วยเหตุนั้น ท่านนารถมุนี จึ่งได้นั่งสมาธิดำดิ่งลงในความสงบอันลึกซึ้ง เพื่อค้นหาตัวตนอันแท้จริง และท่านได้ประจักษ์ถึง “โอมฺ” พยางค์ลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือ “อาตมัน” อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง คือสำนึกรู้แห่งการดำรงอยู่ของเรา และด้วยการประจักษ์เช่นนั้นเอง ได้ทำให้ท่านรู้ว่า เมื่อไหร่และที่ไหนที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นมา และเมื่อใดคือจุดสิ้นสุดของมัน ภายใต้ดวงตาอันปิดสนิทนั้นเอง ท่านนารทมุนี ได้คิดคำนึงถึงสิ่งที่งดงามที่สุด หล่อเหลาที่สุด รูปลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้ห้วงอวกาศอันไม่มีที่สุดนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยดวงดาวจำนวนนับอนันต์ซึ่งอยู่ภายใต้กาแลคซี่จำนวนนับอนันต์เช่นกัน กาแลคซี่ทางช้างเผือก ระบบสุริยจักรวาล พระอาทิตย์ และพระจันทร์ สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล ทวีป ประเทศ บ้านเมืองนี้ และผู้คนทั้งหลายที่อยู่รอบๆตัว ท่านรำพึงว่า ใครกันหนอที่ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งเหล่านี้ ท่านผู้นั้นอยู่ที่ใด ท่านผู้นั้นเป็นอย่างไร ในที่สุดท่านนารทก็พบว่า ผู้สรรค์สร้างจักรวาลนี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์พระวิษณุนารายณ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ ซึ่งมีพระเนตร พระเศียร พระกร และพระบาทอย่างละพัน(ลักษณะของพระเป็นเจ้าที่กล่าวมานี้ ปรากฏใน “ปุรุษะสูกตะ” ซึ่งว่าด้วยการสร้างโลก ในคัมภีร์ฤคเวท – ผู้แปล) องค์พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนี้ ทรงอยู่ภายในทุกสรรพสิ่งในจักรวาลแต่ขณะเดียวกันพระองค์ก็อยู่เหนือสรรพสิ่งเหล่านั้นด้วย พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนั้นง่ายดายที่จะเข้าถึงในขณะเดียวกันก็ยากที่จะรับรู้ถึงพระองค์ พระองค์ทรงสถานุ(มั่นคงไม่เคลื่อนไหว) แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าความคิด พระองค์เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้ ขณะเดียวกันก็ทรงใหญ่ยิ่งกว่าท้องฟ้า พระองค์ทรงสถิตในดวงใจของผู้เที่ยงธรรม ผู้ซึ่งเอาใจใส่ต่อสรรพชีวิตที่น่าสงสารและทุกข์ทนเฉกเช่นเดียวกับเอาใจใส่ต่อญาติมิตรของเขาเอง ทรงสถิตกับบุคคลผู้ที่เสียสละเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคม ผู้ซึ่งคิดถึงความสุข ความปิติยินดี และเจตน์จำนงที่ดีของสังคมเสมอ และพระองค์ทรงสถิตในผู้เลี้ยงดูคนที่หิวโหยทั้งหลาย พระองค์ยังสถิตกับคนชอบธรรม คือผู้ทำงานหนักเพื่อขจัดเสียซึ่งความมืดมิดแห่งอวิชชาและจุดไฟแสงสว่างแห่งปัญญาแก่ผู้คน ด้วยการประจักษ์แจ้งถึงองค์พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนี้เอง ท่านนารทมุนีก็เป็นสุข ความว้าวุ้นขัดข้องทั้งปวงในจิตใจของท่านก็ปลาสนาการไป จิตของท่านสงบสันติเป็นอย่างยิ่ง และนั่นก็ส่งผลให้สุขภาพของท่านดีขึ้น เมื่อร่างกายดีก็ไม่ยากที่บุคคลจะแสวงหาและได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ ดังนั้นสุขภาพที่ดี ทรัพย์สมบัติ ความมีใจกว้างขวาง ความสันติสุขแห่งจิตใจ ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เมื่อบุคคลได้ประจักษ์ถึงความจริงแท้ของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ คือ องค์สัตยนารายณ์นั่นเอง
จบอัธยายที่ 1 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
1902  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย )) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:40:23
ปรา ปูชา
การบูชาอันสูงสุด


ปูรฺณสฺยาวาหนํ กุตฺร สรฺวาธารสฺย จาสนมฺ |
สฺวจฺฉสฺย ปาทฺยมรฆฺยํ จ ศุทฺธสฺยาจมนํ กุตะ || ๑ ||
ณ ที่ใดเล่าจะสามารถอัญเชิญ สภาวะแห่งความบริบูรณ์ แลอาจสามารถถวายอาสน์ แด่องค์ผู้ค้ำจุนสรรพสิ่ง
การถวายน้ำล้างพระบาท การถวายสิ่งต่างๆลงในพระกร
แลการถวายน้ำล้างพระโอษฐ์ ขององค์สภาวะอันบริสุทธิ์ จะมีจากที่ใด?

นิรฺมลสฺย กุตะ สฺนานํ วสฺตฺรํ วิศฺโวทรสฺย จ |
นิราลมฺพสฺโยปวีตํ ปุษฺปํ นิรฺวาสนสฺย จ || ๒ ||
การถวายน้ำสรงสนานแห่งองค์สภาวะนิรมล แลการถวายเครื่องนุ่งห่มแห่งองค์ผู้มีอุทรเป็นสากลโลก
จะมีจากที่ใดกัน?
การถวายสายอุปวีต แห่งองค์ผู้ปราศจากประคับประคองจากสิ่งทั้งปวง แลการถวายบุปชาติแห่งผู้ที่กลิ่นสุคนธ์ไม่อาจกระทบ จะมีจากไหน?

นิรฺเลปสฺย กุโต คนฺโธ รมยสฺยาภรณํ กุตะ |
นิตฺยตฤปตสฺย ไนเวทฺยํ ตามฺพูลํ จ กุโต วิโภะ || ๓ ||
จากที่ใดเล่าที่จะถวายเครื่องหอมแห่งองค์ผู้ปราศจากมลทิน การถวายอาภรณ์เครื่องประดับแห่งองค์ผู้รื่นรมณ์อยู่เสมอจะมีจากไหน?
การถวายอาหารทั้งหลายแห่งองค์ผู้อิ่มเอมเป็นนิตย์
แลการถวายหมากพลูแห่งองค์ผู้ทรงพลังจะมีจากที่ใด?

ปฺรทกฺษิณา หฺยนนฺตสฺย หฺยทฺวยสฺย กุโต นติะ |
เวทวากฺไยรเวมยสฺย กุตะ โสฺตตรํ วิธียเต || ๔ ||
การประทักษิณาแห่งองค์อนันตภาวะ แลการนอบคำนับแห่งองค์ผู้ไม่เป็นสองโดยแท้จะมีจากที่ใด?
การสวดบทสรรเสริญแห่งองค์ผู้ถ้อยคำพระเวทไม่อาจรู้ได้จะมีจากไหน?

สฺวยํ ปฺรกาศมานสฺย กุโต นีราชนํ วิโภะ |
อนฺตรฺพหิศฺจ ปูรณสฺย กถมุทฺวาสนํ ภเวตฺ || ๕ ||
การเวียนประทีปถวาย แห่งองค์ผู้มีจิตสว่างโชติช่วง เป็นอยู่ได้เอง ผู้ซ่านไปทั่วจะมีจากที่ไหน?
พิธีกล่าวคำสวัสดิมงคล แห่งองค์ผู้บริบูรณ์ทั้งภายในแลภายนอก องค์พระผู้เป็นที่มาของทุกสิ่งจะมีจากที่ใดเล่า?

เอวเมว ปรา ปูชา สรฺวาวสฺถาสุ สรฺวทา |
เอกพุทะยา ตุ เทเวศ วิเธยา พฺรหฺมวิตฺตไมะ || ๖ ||
ดังนั้น การบูชาอันสูงสุด ย่อมมีในการณ์ทั้งหลายในกาลทุกเมื่อนั่นเทียว
โดยความรู้ในเอกภาวะ(ความเป็นหนึ่งเดียวของสัจธรรม) อนึ่ง คือการกระทำให้แจ้งซึ่งความรู้แห่งพรหมันอันสูงสุด
|| ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
จงตื่นเถิด! จงตื่นเถิด!

อาศยา พทฺธเต โลกะ กรฺมณา ปริพทฺธฺยเต |
อายุกฺษยํ น ชานาติ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
ชนฺมทุะขํ ชราทุะขํ ชายาทุะขํ ปุนะ ปุนะ |
อํตกาเล มหาทุะขํ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
กาม กฺโรเธา โลภ โมเหา เทเห ติษฐนฺติ |
ชฺญานรตฺนาปหาราย ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
ไอศฺวรฺยํ สฺวปฺน สํกาศํ เยาวนํ กุสุโมปมมฺ |
กฺษณิกํ ชลมายุษฺจ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||

ชาวโลกถูกพันธนาการด้วยความปรารถนา และถูกพันธนาการแน่นยิ่งขึ้น
ด้วยกรรมของตน พวกเขามิรู้เลยว่าชีวิตนั้นสั้นนัก ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ทุกข์จากการเกิด ทุกข์จากความชรา ทุกข์จากภรรยา เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในวันสุดท้าย(ของชีวิต) ทุกข์มหันต์ก็บังเกิดขึ้น ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ในร่างนี้ พวกมันคือโจร
ผู้ปล้นรัตนะแห่งปัญญาไป ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ราชอำนาจเป็นดั่งความฝัน วัยเยาว์เป็นดั่งบุปผชาติ(ซึ่งโรยราเพียงชั่ววัน)
และชีวิตก็ไม่จีรัง ดั่งสายน้ำ ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !

มนตร์คือถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชาวฮินดูแล้วนั้นมนตร์มิใช่เพียงแค่คำสรรเสริญพระเป็นเจ้า หรือเป็นไปในทำนองว่ามีเข้มขลังอาจดลบันดาลอะไรต่างๆได้ แท้จริงแล้วมนตร์สามารถเป็น “อุบาย” หรือ “เครื่องมือ”เพื่อนำไปสู่สัจภาวะได้ มนตร์มิได้สำคัญเพราะมันมีความหมายเท่านั้น แต่เพราะมันเป็น “เสียง ” ที่บรรจุความลึกลับบางอย่างแห่งธรรมชาติไว้ ดังนั้นเราพึงเพ่งมนตร์ด้วยความพินิศ พึงใช้ทั้งสมองแลใจเพื่อเข้าถึงมนตร์ เพื่อที่เราจักได้เป็น “ผู้เห็น” ความหมายที่แท้จริงในมนตร์นั้น แลจักได้รับความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของมนตร์ คือการเข้าถึงสภาวะบริสุทธิ์เดิมแท้
มหามฤตยุนชยะ มนตราที่ข้าพเจ้าเลือกมาไว้ในหนังสือนี้ปรากฏในคัมภีร์ยชุรเวท ถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นมหามนตร์ เป็นมนตร์สรรเสริญพระศิวะที่ทรงเป็น “กาละ” หรือเวลาที่กลืนกินทุกสิ่ง เป็น “มฤตยู” คือความตายที่พรากทุกสิ่ง แต่ก็ทรงมีชัยเหนือความตายด้วย เป็นมนตร์อันอาจทำให้ผู้เพ่งมนตร์ชำนะความตายเสียได้ ขอท่านโปรดเพ่งพิศความหมายของมนตร์ให้ทะลุว่า เราจักชนะเสียซึ่งความตายแลบรรลุสู่อมฤตภาพได้อย่างไร


มห มฤตยุนฺชย มนฺตร
มหามฤตยุนชยะ มนตรา

โอมฺ ตฺรฺยมฺพกํ ยชามเห สุคนฺธึ ปุษฺฏิวรฺธนมฺ |
อูรฺวารุกมิว พนฺธนานฺมฤตฺโยรฺมุกฺษีย มา’มฤตาตฺ ||
โอมฺ ศาติะ ศาติะ ศาติะ||

โอม เราทั้งหลายขอบวงสรวงบูชาซึ่งพระตรีเนตร ผู้มีพระกายหอมหวล ผู้เพิ่มพูนทรัพย์สิน
ขอให้เราทั้งหลายเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งมฤตยู เพียงดั่งผลแตง(อูรวารุก)หลุดจากขั้วของมัน แลอย่าให้อมฤตภาพสิ้นสูญไปเทอญ
โอม ศานติ ศานติ ศานติ
ศานติ ปาฐ
บทแผ่เมตตา

โอมฺ สรฺเว ภวนฺตุ สุขินะ สรฺเว สํตุ นิรามยาะ |
สรฺเว ภทฺราณิ ปศฺยํตุ มา กศฺจิทฺ ทุะขภาคฺ ภเวตฺ ||
โอมฺ ศาติะ ศาติะ ศาติะ||
โอม ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงมีสุข ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงปราศจากความป่วยไข้
ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงพบแต่สิ่งดีงาม ขออย่าให้ใครมีส่วนแห่งความทุกข์เลย
โอม ศานติ ศานติ ศานติ

โอมฺ อสโต มา สทฺคมย |
ตมฺโส มา ชฺโยติรฺคมย |
มฤตฺโยรฺมา อมฤตํ คมย |
โอมฺ ศาติะ ศาติะ ศาติะ||
โอม นำข้าฯ จากอสัตย์ สู่สัจจะ
จากมืดมน สู่สว่าง
จากความตาย สู่อมฤต
โอม ศานติ ศานติ ศานติ
กฺษมา ปารฺถนา
บทขอขมา

มนฺตฺรหีนํ กฺริยาหีนํ ภกฺติหีนํ สุเรศวร
ยตฺปูชิตํ มยาเทว ปริปูรฺณํ ตทสฺตุ เม |
อปราธ สหสฺราณิ กฺริยานฺเต’หรฺนิศํ มยา
ทาโส’ยํ อิติ มา มตฺวา กฺษมสฺว ปุรุโษตตม ||
พระผู้เป็นเจ้าแห่งเทวะ ความบกพร่องในการสวดมนตร์ ความมีกริยาต่ำช้า ความมีภักดีน้อย
อันมีในการบูชาที่ข้าฯได้กระทำนั้น เทวะ! ขอให้สิ่งที่กล่าวมานั้นจงกลับบริบูรณ์ขึ้นด้วยเถิด
(อาจมี)การกระทำไม่ถูกควรนับพันๆครั้ง ซึ่งข้าฯกระทำในทิวาแลราตรี
เช่นนั้นขอโปรดทรงเห็นข้าฯเป็นทาสผู้รับใช้อันต่ำต้อยเถิด ขอทรงยกโทษเถิด พระเป็นเจ้าผู้สูงสุด
เพลงอารตี “ตริคุณ สวามี กิ อารตี” ( ฮินดี )(อารตีพระศิวะ)
เพลงอารตรี พระผู้ทรงสามพระคุณ

โอมฺ แย ฉิ่วะ โองการา หะเร่อะ แย ฉิวะ โองการา
บรัหมา วิฉ่ะนุ สดา ศิวะ อรัคทามกีท่ารา, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
โอม ขอพระศิวะผู้เป็นอักษรโอมจงมีชัย ขอพระหระ ผู้เป็นอักษรโอมจงมีชัย
พระพรหมพระวิษณุแลเทพเจ้าอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

เอกานะเน่อะ จตุรานะเน่อะ ปัญจานะนเอะ ราแย
หังสาสะเน่อะ กะรุรฺาสะเน่อ วริฉ่ะนะนเอะ ราแย, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
ในฐานะพระวิษณุทรงมีหนึ่งพระพักตร์ ในฐานะพระพรหมาทรงมีสี่พักตร์ เมื่อเป็นพระศิวะทรงมีห้าพระพักตร์ ทำให้เกิดความเบิกบานใจเมื่อได้เห็น ในฐานะพระพรหมาทรงประทับเหนือหงส์อาสน์
ในฐานะพระวิษณุทรงครุฑอาสน์ ในฐานะพระศิวะทรงประทับพระโคนนทิซึ่งตกแต่งไว้ดีแล้ว
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

โด ภุ่เย่อะ จารร จะตุรภุ่เย่อะ ด่ะฉ่ะภุ่เย่อ เส โซเฮ
ตีโนม รูป่ะ นิระขะเต ตริภุ่วะนะ ยะเน่อะ โมเฮ่, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
ในฐานะพระพรหมาทรงมีสองกร ในฐานะพระวิษณุทรงมีสี่กร และในฐานะพระศิวะทรงมีสิบกร
ทุกสิ่งที่มองเห็นล้วนงดงามหาที่เปรียบ ไม่มีใครในสามโลกที่งดงามน่าหลงใหลไปกว่าพระองค์
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

อักฉ่ะมาเล่อะ วะนะมาเล่อะ มุณด่ะมาเล่อะ ธ่ารี
จันดะนะ มริก่ะ มะด่ะ โซเฮ ภาเล ฉ่ะฉิ่ธ่ารี, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
พระองค์ทรงสวมมาลาเมล็ดรุทรากษะ มาลาดอกไม้ป่า มาลากะโหลกศีรษะมนุษย์ ทรงชโลมพระวรกายด้วยชะมดเช็ดและกระแจะจันทน์ ทรงทัดจันทร์เป็นปิ่นทำให้ระยิบระยับงดงาม
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

ฉเวตามบะเร่อะ ปีตามบะเร่อะ บาคั่มบ่ะเร่อะ อังเก
สะนะกาดิเก่อะ บรัหมาดิเก่อะ ภูตาดิเก่อะ ซังเก, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
พระองค์ทรงแต่งพระวรกายด้วยผ้าไหมสีขาว สีเหลืองอันงดงามและหนังเสือ ขณะที่ทรงแวดล้อมอยู่ด้วยคณะบริวารของพระองค์ คือ เทวะ เช่นพระพรหมา เทวฤาษี เช่นพระสนกมุนี หมู่ภูตเป็นต้น
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

กัรมัธเย เจ่อะ กะมันด่ะลุ จักเร่อะ ตริฉูล่ะ ธัรตา
ยักเก่อะกัรตา ดุข่ะฮัรตา ย่ะก่ะปาละนะกัรตา , โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
พระองค์ทรงถือหม้อน้ำกมัณฑาลุ(หม้อน้ำดื่มของนักบวช)ถือจักร ตรีศูล พระองค์นำมาซึ่งความสุขและทำลายความทุกข์และทรงเป็นผู้อภิบาลโลกนี้
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

บรัหมา วิฉ่ะนุ สะดาฉิ่วะ ยา นะเต่อะ อวิเวกา
ประนะวักฉ่ะเร่อะ เมห์ โฉภิ่เต่อะ เย ตีโนม เอกา, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
คนไร้ปัญญาคิดว่าพระพรหมาพระวิษณูและพระสทาศิวะ แยกออกเป็นเทพ สามองค์มิได้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่พระเป็นเจ้าทั้งสามองค์นั้นรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างหมดจดในพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ “โอม”
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

ตริกุเน่อะ ฉิ่ว่ะ กี อารตี โย โกอี่ นะเร่อะ กาเว่
กะฮะเต่อะ ฉิวานันดะสวามี มะนะ ว ามฉิต ผ่ะเล่อะ ปาเว่, โอม ฮะเร่อ ฮะเร่อ มะฮาเดวา
ท่านสวามีศิวานันทะกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่สวดขับร้องอารตีนี้แด่พระศิวะเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณสาม
ย่อมได้รับในสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนา
โอม ขอพระหระ พระมหาเทวะจงมีชัย

(หร แปลว่านำไป (ธาตุ หรฺ) หมายถึงพระศิวะ ผู้ทรงนำวิญญาณของผู้ตายไป(เพราะถือกันว่าทรงเป็นพระกาล แลพระมฤตยูด้วย) และทรงทำให้สรรพสิ่งแตกทำลายเวียนว่ายเป็นวัฏจักร บางท่านตีความว่า หระ หมายถึงทรงนำความทุกข์ไป)

การออกเสียงสันสกฤตอย่างสังเขป

เนื่องจากบทสวดมนต์ล้วนรจนาขึ้นในภาษาสันสกฤต จึงควรเรียนรู้วิธีออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาเดิม เพราะแม้จะเขียนขึ้นใหม่ในภาษาไทยก็ไม่ได้ออกเสียงอย่างที่เขียนตามตัวอักษร ดังนั้นข้าพเจ้าจึงนำวิธีออกเสียงแบบง่ายๆคร่าวๆไว้ให้เท่าที่จำเป็น ผู้สนใจพึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และฝึกฝนจากเจ้าของภาษาจะดีที่สุด
การออกเสียง
ค = g ใน go (ออกเสียงคล้าย ก )
ฆ = gh ใน Beg him(ออกเสียงคล้ายก+ห หรือ ค เสียงก้อง)
ช = j ใน jam (ออกเสียงคล้าย ย)
ฌ = g-e-h ใน charge him
ฏ,ฐ,ฑ,ฒ,ณ, = ต ถ ท ธ น แต่ม้วนลิ้นเข้าปากให้มากที่สุดเวลาพูด
ท = ด
ธ = ด(เสียงก้อง)
พ = บ
ภ = บ (เสียงก้อง)
ศ = คล้าย ฉ
ษ = sh ใน she(ม้วนลิ้นเข้าในปากเวลาออกเสียง)
ห = ฮ
ญ = ย แต่เสียงขึ้นจมูก(ขึ้นนาสิก)

นิคหิต ( . ) ถ้าอยู่ใต้อักษรตัวใดแสดงว่าตัวนั้นเป็นตัวสะกด หรือ ตัวนั้นออกเสียงครึ่งเดียว เช่น เอกทนฺ = เอกะดัน นาเคนฺทฺร = นาเกนดระ ศฺรี = ฉะรี(ออก ฉ ครึ่งเสียง) ตรฺ = ตัร(ออก ร นิดหน่อย)
( -ํ )พินธุ(คล้าย -ม หรือ ตามด้วยพยัญชนะนาสิกของตัวที่ตามมา) ขรฺวํ = ขะรวัม
สุนฺทรํ = สุนดะรัม คเณศํ = กะเนฉัม คํคา = กังกา วํทนา = วันทะนา
(  ) = - ม เช่น กึม อ่านว่า กิม ( - า ํ ) = -าม เช่น อานา อ่านว่า อานาม
วิสรคะ หรือสระอะ( ะ ) อยู่หลังอักษรตัวใด ให้เออกเสียงเหมือนมีเสียงก้องตาม หรือมี ห ตาม สระที่อยู่หลัง เช่น นมะ = นะมะฮะ(ตัวมะออกเสียงก้องคล้ายมี ฮะ ตาม) คุรุะ = กุรุฮุ(ตัวรุออกเสียงก้อง)


ตัวอย่างการออกเสียง
นาเคนฺทฺรหาราย ตฺริโลจนาย ภสฺมางคราคาย มเหศฺวราย
นิตฺยาย ศุทฺธาย ทิคมฺพราย ตสฺไม นการาย นมะศิวาย.
ออกเสียงเป็น
นาเกนดระฮารายะ ตริโลจะนายะ บัสมางกะรากายะ มะเฮฉวรายะ
นิดยายะ ฉุด ด(ห)ายะ ดิกัมบะราย ตัสไม นะกะรายะ นะมะ(ฮะ) ฉิวายะ

บรรณานุกรม

จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา. พระศิวะ พระวิษณุ พระคเณศ. กรุงเทพฯ : เทวสถานโบสถ์พราหมณ์, 2545.
บำรุง คำเอก. พจนานุกรมฮินดี – ไทย. กรุงเทพฯ : ศูนย์สันสกฤตศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร , 2548.
วรลักษณ์ พับบรรจง.คัมภีร์ ปัญจเวทานตะ. ม.ป.ท. ม.ป.พ. ,2546 (เอกสารอัดสำเนา)
วิสุทธ์ บุษยกุล.แบบเรียนภาษาสันสกฤตเล่ม 1 .กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2523.
สุขุม ศรีบุรินทร์(แปล).สารัตถะปรัชญาอินเดีย.กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการวิจัย
แห่งชาติ, 2531.
สุนทร ณ รังสี.ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ(พิมพ์ครั้งที่ 3 ).กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.
Apte,Vasudeo Govind. Sanskrit – English Dictionary. New York : Hippocrene Book, 2003.
Mahadevan ,TMP. Sankaracharya. New Delhi : National Book Trust, 1968.
Pavitrananda,Swami. Hymns And Prayers To Gods And Goddesses. Calcutta : Advaita
Ashrama,2000.
Radhakrishnan. The Vedanta according to Samkara and Ramanuja. London : George Allen &
Unwin LTD,1928.
Sharma , Arvind. Classical Hindu Thought : An Introduction. NewDelhi : Oxford University
Press, 2000.
Sharma ,Pt.Atma Ram(Tr.). Mahā jālīsā samghaha.Delhi : Motilal Banarasidas, 1994

ตฺวเมว มาตา จ ปิตา ตฺวเมว
ตฺวเมว พํธุศฺจ สขา ตฺวเมว |
ตฺวเมว วิทฺยา ทฺรวิณํ ตฺวเมว
ตฺวเมว สรฺวํ มม เทวเทว ||
พระองค์ คือมารดาแลบิดา
พระองค์ คือญาติพี่น้องแลมิตร
พระองค์ คือความรู้แลทรัพย์สิน
พระองค์ คือสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเทียว
พระองค์ คือเทวะแห่งเทวะ!

ที่มา
ขอขอบพระคุณพี่ศรีหริทาส    
1903  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย )) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:39:56
เทวตำนานเล่าว่าพระทักษะไม่เชิญพระศิวะผู้เป็นเขยไปร่วมพิธียัชญกรรม ทำให้พระสตีชายาของพระศิวะเสียพระทัยโดดลงกองไฟ(ซึ่งต่อมาฮินดูบางพวกได้นำมาเป็นพิธีสตี คือการที่ภรรยาโดลงกองไฟเผาศพของสามี) พระศิวะทรงพิโรธกลายร่างเป็นไภรวะ เข้าประหัตประหารพระทักษะแลเทวดาในที่นั้น
**ผงกุงกุมหรือสินทูร ใช้เจิมหน้าผาก
*** เรียกว่า อษฺฏทริทฺร ได้แก่ 1.ธนทริทฺร ความยากจนเงินทอง 2.อายุรทริทฺร ความมีอายุสั้นมีสุขภาพไม่ดี 3. วิทฺยาทริทฺร ความยากจนความรู้
4.กีรฺติทริทฺร ความยากจนเกียรติยศ 5.วาคฺทริทฺร ความยากจนวาจา มีคำพูดไม่ไพเราะไม่น่าเชื่อถือ 6.คุณทริทฺร ความยากจนคุณความดีต่างๆ
7.กามทฺริทร ความยากจนความสุขแบบชาวโลก 8.ธรฺมทริทฺร ความยากจนธรรม



เมืองวาราณสีหรือกาศีที่คนไทยรู้จักกันในชื่อพาราณสี ถือเป็นบุณยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของฮินดูชน เนื่องจากเมืองนี้เป็นที่ที่มีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาเพราะเต็มไปด้วยวัดวาอารามแลแหล่งเรียนรู้ทางศาสนามากมาย แลเป็นเมืองแห่งพระศิวะ เพราะเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ที่สำคัญหนึ่งในสิบสององค์(ทวาทศชโยติลึงค์)ของอินเดีย เรียกว่า “พระวิศวนาถ” หรือ “กาศีวิศวนาถ” ซึ่งแปลว่าพระผู้เป็นที่พึงแห่งสากลจักรวาล หากท่านได้ไปเยือนนครวาราณสี และได้มีโอกาสล่องเรือในแม่น้ำคงคายามเช้าตรู่ ท่านจะได้พบบรรยากาศที่มหัศจรรย์มีมนตร์ขลัง ราวกลับได้ย้อนไปหลายพันปีที่แล้ว เป็นบรรยากาศที่ยากจะอธิบาย ทำให้ท่านตระหนักถึงความงามของโลก ความมีศรัทธาในศาสนาของผู้คนที่ยังคง “แสวงหา” ความจริงแห่งชีวิต แลความไม่เที่ยงของสังขาร ที่เราอาจตระหนักได้โดยควันไฟเผาซากศพที่พวยพุ่งอยู่ริมน้ำอย่างไม่รู้ดับ
ชาวฮินดูไม่ได้อาบน้ำคงคาเพราะน้ำคงคาจะชำระบาปหรือสร้างอิทธิปาฏิหาริย์ เขารู้ว่ากรรมของผู้ใดผู้นั้นต้องรับเอง แต่ชาวฮินดูอาบน้ำคงคาเพื่อเชื่อมโยงตนเองกับพระผู้เป็นเจ้า เพราะน้ำคงคานั้นไหลมาจากเทือกเขาไกรลาศอันศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตแห่งพระเป็นเจ้า ไหลมาจากพระเศียรของพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ฮินดูชนต้องการเพียงสัมผัสความรักความกรุณาของพระเจ้าในน้ำแต่ละหยาดหยด เพื่อชำระอกุศลจิตและเข้าถึงพระเป็นเจ้า คือพระวิศวนาถในจิตใจตนเอง
|| วิศฺวนาถาษฺฏกมฺ ||
บทสรรเสริญพระวิศวนาถแปดบท
คํคาตรํกรมณียชฏากลาปํ
เคารีนิรนฺตรวิภูษิตวามภาคมฺ |
นารายณปฺริมนํคมทาปหารํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระศิวะ ผู้ทรงมีเครื่องประดับมุ่นมวยพระเกศาที่น่าหลงใหลคือการกระเพื่อมไหวของพระคงคา
ผู้มีพระเคารีประดับอยู่เบื้องซ้ายของพระองค์เสมอ ผู้เป็นที่รักแห่งพระนารายณ์
ผู้ประหารพระอนงค์
ขอไหว้ พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

วาจามโคจรมเนกคุณสฺวรูปํ
วาคีศวิษณุสุรเสวิตปาทปีฐมฺ |
วาเมน วิคฺรหวเรณ กลตฺรวนฺตํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระผู้ซึ่งวาจาไม่อาจเข้าถึงได้ ผู้มีธรรมชาติเป็นอเนกคุณ
มีพระพรหมา พระวิษณุแลเทวะทั้งหลายรับใช้แทบเบื้องพระแท่นรองบาท
ทรงเป็นเจ้าบ่าวอันมีเจ้าสาว ประทับอยู่บนพระเพลาเบื้องซ้าย
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

ภูตาธิปํ ภุชคภูษณภูษิตาคํ
วฺยาฆฺราชินาพรธรํ ชฏิลํ ตฺริเนตรมฺ |
ปาศากุศาภยวรปฺรทศูลปาณึ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระผู้เป็นอธิบดีแห่งภูติ ผู้ประดับพระองค์ด้วยนาค ผู้ชำนะแลนุ่งห่มหนังพยัคฆ์
ผู้มุ่นมวยพระเกศา พระตรีเนตร
ทรงถือบ่วงบาศ อังกุศะ(ขอช้าง) แลตรีศูลในพระหัตถ์ ทรงปกป้องแลประทานพร
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

ศีตาสุโศภิตกิรีฏวิราชมานํ
ภาเลกฺษณานลวิโศษิตปญฺจพาณมฺ |
นาคาธิปารจิตภาสุรกรฺณปูรํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระผู้งดงามเยือกเย็นด้วยปิ่นพระจันทร์ ผู้ทรงลืมพระเนตรก็เกิดไฟบรรลัยกัลป์พุ่งไปผลาญ(กามเทพ)
ผู้มีพระกุณฑลพญานาคอันส่องสว่างงดงาม
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

ปํจานนํ ทุริตมตฺตมตํคชานา
นาคานฺตกํ ทนุชปุควปนฺนคานามฺ |
ทาวานลํ มรณโศกชรา’ฏวีนา
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระผู้มีห้าพักตร์ (เป็นสิงห์)ผู้ฆ่าแห่งช้างคลั่งทั้งหลายแห่งบาป
(เป็นครุฑ)ผู้ฆ่านาค ผู้ทำลายกองทัพอสูรแลนาคทั้งหลาย
พระองค์คือไฟป่าโหมไหม้ป่า แห่งมรณะ โศก แลชรา
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

เตโชมยํ สคุณนิรฺคุณมทฺวิตีย-
มานนฺทกํ ทมปราชิตมปฺรเมยมฺ |
นาทาตฺมกํ สกลนิษฺกลมาตฺมรูปํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระผู้ทรงเดช ทรงเป็นทั้งสคุณ(มีคุณสมบัติต่างๆ) แลนิรคุณ (ปราศจากคุณสมบัติ) ทรงเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง เป็นอานันทสุข เป็นผู้ใครๆไม่อาจชำนะได้ ผู้ใครๆไม่อาจประมาณได้ เป็นองค์แห่งเสียง ทรงทั้งเป็นแลไม่เป็น ทั้งหมดหรือส่วนเสี้ยว
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

อาศา วิหาย ปริหฤตฺย ปรสฺย นินฺทา
ปาป รตึ จ สุนิวารฺย มนะ สมาเธา |
อาทาย หฤตฺกมลมธฺยคตํ ปเรศํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
จงละวางความปรารถนาทั้งหลาย เลิกการนินทาว่าร้ายผู้อื่น
ละทิ้งความยึดมั่นในบาปแลความหลง ตั้งจิตใจไว้ในสมาธิ
สำรวมจิตไปยังพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดซึ่งประทับอยู่ในกมลหฤทัย(หัวใจรูปดอกบัว)ของเรา
ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

ราคาทิโทษรหิตํ สฺวชนานุราคํ
ไวราคฺยศานฺตินิลยํ คิริชาสหายมฺ |
มาธุรฺยไธรฺยสุภคํ ครลาภิรามํ
วาราณสีปุรปตึ ภช วิศวนาถมฺ ||
พระองค์ผู้ถ่ายถอนซึ่งโทษ มีราคะเป็นต้น ทรงเป็นที่รักของชนสาวกของพระองค์ ทรงเป็นผู้หน่ายในราคะ เป็นที่พำนักอันศานติ เป็นผู้อนุเคราะห์พระคิริชา ทรงเป็นความเลิศล้ำฉ่ำหวาน ความมั่นคง ความมีโชค ทรงงดงามด้วยยาพิษ(ซึ่งเกิดจากการเสียสละดื่มพิษของนาคครั้งกวนเกษียรสมุทร ทำให้พระศอมีสีดำ) ขอไหว้พระวิศวนาถ บดีแห่งนครวาราณสี

วาราณสีปุรปเตะ สฺตวนํ ศิวสฺย
วฺยาขฺยาตมษฺตฏกมิทํ ปฐเต มนุษฺยะ |
วิทฺยา ศฺริยํ วิปุลเสาขยมนํตกีรฺตึ
สํปฺราปฺยเต เทหวิลเย ลภเต จ โมกษมฺ ||
บุคคลใด ท่องบทสรรเสริญทั้งแปดบทแห่งพระศิวะ บดีแห่งนครวาราณสีนี้ ย่อมได้รับ วิทยา ศรี(ความมีโขค ความร่ำรวย)
สุขอันไพบูลย์ เกียรติยศอนันต์ แลเมื่อทิ้งร่างกายไปแล้ว ย่อมได้รับความวิมุติหลุดพ้น

วิศวนาถาษฺฏกมิทํ ยะ ปเฐตฺ ฉิวสนฺนิเธา |
ศิวโลกมวาปฺโนติ ศิเวณ สห โมทเต ||
ผู้ใดท่องบทสรรเสริญทั้งแปดบทแห่งพระวิศวนาถนี้ ใกล้องค์พระศิวะ
ย่อมไปสู่ศิวโลก ร่วมเสวยบรมสุขกับพระศิวะ


อะไรเป็นเครื่องบูชาที่ดีที่สุด คนร่ำรวยอาจถวายเงินทองมากมาย อาจสร้างวัดใหญ่โตที่ทำด้วยหินอ่อน ถวายอาหารอย่างดี ถวายเครื่องทรงที่ประดับด้วยเพชรพลอยนานา แล้วคนจนเล่า คนจนที่ไม่มีแม้แต่อาหารเลวๆสำหรับตนเองจะมีสิ่งใดถวายพระเป็นเจ้า แต่กระนั้นมนุษย์ทุกคนไม่ว่าดีหรือเลว รวยหรือจน ก็ล้วนมีสมบัติที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งติดตัวมาคือ “ใจ” แลด้วยสมบัติชิ้นนี้เองที่เราทุกคนอาจถวายแด่พระเป็นเจ้าได้ เราผู้ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆติดตัวอาจเข้าไปสู่เทวสถานหรือสถานที่งดงามด้วยธรรมชาติ ครั้นแล้วเราก็ตรึกนึกจินตนาการถึงสิ่งที่ดีที่สุด สวยงามที่สุดเท่าที่เราจะนึกคิดได้ แล้วเราก็ถวายสิ่งที่อยู่ในใจนั้นแด่พระองค์ นี่คือจิตวิญญาณที่แท้แห่งความเป็นฮินดู ที่ทุกคนไม่ว่าราชาหรือขอทานยาจก ขอเพียงมีใจที่รักภักดีก็สามารถถวายบูชาแด่พระเจ้าได้เสมอหน้ากัน แลด้วยจิตวิญญาณที่ว่านี้เอง เราก็อาจแปรผันทุกสิ่งในชีวิตเราให้กลายเป็นเครื่องบูชาแด่พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิตในหัวใจของเราได้ทุกเมื่อ

|| ศิวมานสปูชา ||
การบูชาพระศิวะด้วยใจ

รตฺไน กลฺปิตามาสนํ หิมชไละ สฺนานํ จ ทิวฺยามฺพรํ
นานารตฺนวิภูษิตํ มฺฤคมทาโมทางฺกิตํ จนฺทนมฺ |
ชาตีจมฺปกพิลฺวปตฺรรจิตํ ปุษฺปํ จ ธูปํ ตถา
ทีปํ เทว ทยานิเธ ปศุปเต หฺฤตฺกลฺปิตํ คฺฤหฺยตามฺ || ๑ ||
ข้าแต่พระสมุทรแห่งความกรุณา พระผู้เป็นนายของสัตว์ทั้งหลาย ข้าฯขอถวายพระราชอาสน์อันประดับด้วยรัตนะอันมีค่าแด่พระองค์ กับทั้งน้ำอันเย็นชุ่มฉ่ำเพื่อพระองค์จะได้สรงสนาน วิภูษาอาภรณ์อันประดับด้วยรัตนะต่างๆ ทั้งเครื่องกระแจะจุลจันทน์หอมผสมชะมดเช็ดเพื่อประทินพระวรกาย ดอกมะลิ ดอกจำปาแลใบมะตูม ธูปหอมแลประทีป ขอทรงโปรดรับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ อันข้าฯจัดเตรียมไว้ในใจเพื่อพระองค์ด้วยเถิด พระผู้เป็นเจ้า

เสาวรฺเณ นวรตฺนขณฺฑรจิเต ปาตฺเร ฆฺฤตํ ปายสํ
ภกฺษฺยํ ปญฺจวิธํ ปโยทธิยุตํ รมฺภาผลํ ปานกมฺ |
ศากานามยุตํ ชลํ รุจิกรํ กรฺปูรขณฺโฑชฺชฺวลํ
ตามฺพูลํ มนสา มยา วิรจิตํ ภกฺตฺยา ปฺรโภ สฺวีกุรุ || ๒ ||
ข้าวอันมีรสหวานในภาชนะล้วนด้วยทองประดับนพรัตน์ เนยใส นมโค เบญจกระยาหารที่ปรุงด้วยนมแลนมส้ม ผลกล้วย ผัก น้ำหวานอบร่ำด้วยการบูรแลหมากพลู ข้าฯได้จัดเตรียมสิ่งทั้งปวงนี้ไว้ในใจด้วยความภักดี ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดทรงรับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไว้ด้วยเถิด

ฉตฺรํ จามรโยรฺยุคํ วฺยชนกํ จาทรฺศกํ นิรฺมลมฺ
วีณาเภริมฺฤทงฺคกาหลกลา คีตํ จ นฺฤยํ ตถา |
สาษฺฏางฺคํ ปฺรณติะ สฺตุติรฺพหุวิธา หฺเยตตฺสมสฺตํ มยา
สงฺกลฺเป สมรฺปิตํ ตว วิโภ ปูชา คฺฤหาณ ปฺรโภ || ๓ ||
ฉัตร แส้ขนจามรี พัดโบกและกระจกใสสะอาด วีณา กลองเภรี กลองมฤทังคะและกลองกาหล คีตดุริยนาฎกรรม การหมอบกราบอัษฏางคประดิษฐ์กับทั้งบทสวดสดุดีทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงที่ข้าฯจัดเตรียมไว้นี้ ขอน้อมถวายแด่พระองค์ ขอพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพลัง โปรดทรงรับเครื่องบูชาของข้าฯด้วยเถิด

อาตฺมา ตฺวํ คิริชา มติะ สหจราะ ปฺราณาะ ศรีรํ คฺฤหํ
ปูชา เต วิษโยโปภครจนา นิทฺรา สมาธิสฺถิติะ |
สญฺจาระ ปทโยะ ปฺรทกฺษิณวิธิะ สฺโตตฺราณิ สรฺวา คิโร
ยทฺยตฺกรฺม กโรมิ ตตฺตทขิลํ ศมฺโภ ตวาราธนมฺ || ๔ ||
ข้าแต่พระเป็นเจ้าผู้ทรงพระกรุณา พระองค์คืออาตมันของข้าฯ พระคิริชาคือพุทธิปัญญา ลมปราณทั้งหลายของข้าฯคือบริวารของพระองค์ กายข้าฯคือวิมานที่ประทับ ความพึงใจอันเกิดแต่ผัสสะทั้งหลายของข้าฯคือเครื่องบูชาพระองค์ นิทราของข้าฯคือการเข้าสมาธิของพระองค์ เมื่อข้าฯเดินคือการประทักษิณรอบพระองค์ ทุกสิ่งที่ข้าฯกล่าวคือการสวดสรรเสริญพระองค์ ทุกๆสิ่งที่ข้าฯกระทำคือการถวายความภักดีต่อพระองค์

กรจรณ กฤตํ วากฺกายชํ กรฺมชํ วา |
ศฺรวณนยนชํ วา มานสํ วาปราธมฺ |
วิหิตมวิหิตํ วา สรฺวเมตตฺกฺษมสฺว |
ชย ชย กรุณาพฺเธ ศฺรีมหาเทวศมฺโภ || ๕ ||
บาปทั้งหลายที่ข้าฯได้กระทำด้วยมือ ด้วยเท้า ด้วยวาจา กาย ด้วยการกระทำ ด้วยหู ด้วยตาหรือด้วยใจ ไม่ว่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอโปรดทรงอภัยบาปทั้งปวงนั้นด้วยเถิด
ข้าแต่พระสมุทรแห่งความกรุณา พระมหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ พระเป็นเจ้าผู้มีความสุข ขอพระองค์ทรงมีชัยเทอญ ขอพระองค์ทรงมีชัยเทอญ


ความจริงสูงสุดหรือสภาวธรรมชาติเดิมแท้เป็นอย่างไร เป็นคำถามที่นักปราชญ์ทั้งหลายพยายามจะอธิบาย เช่นว่าเป็นสัตตะ- ความจริง จิต -มีธรรมชาติเป็นจิต อานันทะ -เป็นอานันทสุข แต่แน่นอนว่าเป็นการยากที่จะตอบคำถามนี้ เพราะเมื่อเราลองค้นดูว่าสิ่งต่างๆทั้งที่ประกอบเป็นตัวตนของเรา ทั้งที่อยู่รอบๆตัว ทั้งที่เป็นรูปธรรมแลนามธรรม อะไรกันเล่าคือสารัตถะหรือแก่นแท้แห่งการดำรงอยู่ของเราที่เราอาจเรียกว่าอาตมัน พรหมัน หรือเรียกในแง่มุมของสภาวะการรับรู้ธรรมชาติเดิมแท้ว่า นิรวาณ หากเราใช้ความคิดเข้าไปไขว้คว้ายึดจับ เราจะหลงอยู่ในกรอบแห่งการคิด และเราจะล้มเหลว
มีความเข้าใจผิดอยู่ว่าอาตมันนั้นคือ “อัตตา” อัตตาที่หมายถึงการรับรู้การดำรงอยู่ของตัวเองแลการเข้าไปยึดครองตัวตนและสิ่งรอบๆดังที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ตัวกูของกู” แต่นั้นคือสิ่งที่ฮินดูเรียกว่า “อหังการ” ซึ่งมิใช่อาตมัน บ้างก็เข้าใจผิดไปว่าคือตัวตนที่มีลักษณะอย่างดวงวิญญาณสิงในร่างกาย ที่สามารถละจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างดุจดั่งการเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่นั่นก็มิใช่อาตมันที่แท้ เป็นเพียงแต่การอุปมาเรื่องสภาวะสังขารธรรมที่ไม่เที่ยงกับสภาวะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
เมื่อเราใช้ปัญญาญาณหรือ “หัวใจ” เข้าสำรวจตรวจหาสภาวะที่ว่านี้ แลหากเราสามารถค้นพบได้ สิ่งนั้นก็อาจไม่สามารถบรรยายด้วยความคิดหรือคำพูดใดๆของมนุษย์ ฉะนั้นอย่างดีเราก็ทำได้แค่เพียงปฏิเสธว่ามันไม่ใช่สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งนี้ แลเมื่อนิรวาณหรือความหลุดพ้นอุทัยขึ้น ผู้หลุดพ้นอาจอุทานด้วยมหาปิติออกมาเป็นลำนำว่า “ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!” เขามิได้กล่าวออกมาอย่างพวกทรงเจ้าเข้าผีมิจฉาทิฐิที่คิดว่าตนมีเทพสิงอยู่ แต่เขาได้บังเกิดความรู้แจ้งขึ้นว่า “ตัวเขา” กับ “ ศิวะ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอันหนึ่งแห่งสัจภาวะหรือความจริงแท้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ในห้วงเวลานั้น เขาได้พ้นไปจากทวันทวธรรมโดยสิ้นเชิง ไม่มีทั้งความหลุดพ้นหรือสังสารวัฏ ไม่มีทั้งสุขหรือทุกข์ ตัวเขาหรือสิ่งอื่นอีกต่อไป
นิรฺวาณษฏฺกมฺ
ลำนำแห่งนิรวาณ

มโนพุทฺธยหํการจิตฺตานิ นาหํ
น จ โศฺรตฺรชิหฺเว น จ ฆฺราณเนเตฺร |
น จ โวฺยมภูมิะ น เตโช น วายุ-
ศฺจิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๑ ||
ข้าฯ มิใช่ มโน-1 พุทธิ-2 อหังการ-3 จิต-4
มิใช่การฟังแลการรับรส การดมกลิ่นแลการมองเห็น
มิใช่ธาตุน้ำแลดิน ไฟแลลม
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!

น จ ปฺราณสํโชฺญ น ไว ปญฺจวายุรฺ
น วา สปฺตธาตุรฺน วาปญฺจโกศะ |
น วากฺ ปาณิปาเทา น โจปสฺถปายู
จิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๒ ||
มิใช่ปราณ การรู้สำนึก หรือลมทั้งห้า-5
มิใช่ธาตุทั้งเจ็ด-6 มิใช่ปัญจโกศะ -7
มิใช่ปาก มือ เท้าทั้งสอง อวัยวะสืบพันธ์หรือขับถ่าย
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!

น เม เทฺวษราเคา น เม โลภโมเหา
น เม ไว มโท ไนว มาตฺสรฺยภาวะ |
น ธรฺโม น จารฺโถ น กาโม น โมกฺษ-
ศฺจิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๓ ||
ข้าฯมิใช่ความชังหรือราคะ ข้าฯมิใช่โลภะหรือโมหะ
ข้าฯมิใช่ความยโสโอหังหรือความอิจฉาริษยา
มิใช่ธรรม-8 แลอรรถ-9 มิใช่กามหรือโมกษะ
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!

น ปุณฺยํ น ปาปํ น เสาขฺยํ น ทุะขํ
น มํโตฺร น ตีรฺถ น เวทา น ยชฺญา |
อหํ โภชนํ ไนว โภชยํ น โภกฺตา
จิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๔ ||
มิใช่บุณย์ มิใช่บาป มิใช่สุข มิใช่ทุกข์
มิใช่มนตร์-10 มิใช่ตีรถะ-11 มิใช่พระเวท มิใช่ยัชญะ-12
ข้าฯมิใช่ทั้งการเสพเสวยความพึงใจหรือสิ่งให้ความพึงใจ มิใช่ผู้เสพเสวยความพึงใจ
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!

น มฤตฺยุรฺน ศงฺกา น เม ชาติเภทะ
ปิตา ไนว เม ไนว มาตา จ ชนฺมา |
น พํธุรฺน มิตรํ คุรุรฺไนวศิษฺย-
ศฺจิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๕ ||
ข้าฯมิใช่ความตายหรือความกลัว ข้าฯมิใช่สิ่งที่อาจจัดหมู่พวกหรือประเภทได้
ข้าฯมิใช่บิดาหรือมารดาแลการเกิด
มิใช่ญาติพี่น้อง มิใช่มิตร มิใช่ครูหรือศิษย์
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!

อหํ นิรฺวิกลฺโป นิราการรูโป
วิภุตฺวาจฺจ สรฺวตฺร สรฺเวนฺทฺริยาณามฺ |
น จาสงฺคตํ ไนว มุกติรฺน เมย-
ศฺจิทานํทรูปะ ศิโว’หํ ศิโว’หมฺ || ๖ ||
ข้าฯ ปราศจากการนึกคิด ปราศจากรูปลักษณ์
แผ่ซ่านไปทั่ว ไม่อาจเข้าถึงได้โดยอินทรีย์ทั้งปวง
มิใช่สมมุติหรือวิมุติ ไม่อาจหยั่งวัดได้
ข้าฯคือจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯคือศิวะ! ข้าฯคือศิวะ!


7ใจหรือความคิด เป็นตัวรับรู้แลส่งผ่านข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้งหลายไปยังพุทธิ
2 พยานในการรู้คิด หรือความฉลาด ความเข้าใจ
3อัตตา หรือการรับรู้ความมีอยู่ของตัวเอง
4เจตจำนง หรือความจำได้ระลึกได้
5ลมที่ค้ำจุนร่างกายห้าอย่าง คือ ปราณ อปาน วยาน สมาน อุทาน ซึ่งอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย
6น่าจะหมายถึง ธาตุของกายที่เกิดจากธาตุทั้งสี่(โดยทั่วไปนับเป็นแปดอย่าง แต่ลมกล่าวไปแล้ว จึงมีเจ็ดอย่าง) ได้แก่ เลือด เนื้อ กระดูก ไขกระดูก เสียงพูด มนัส แลของเสียในร่างกาย
7 คือเครื่องห่อหุ้ม(โกศ)ชีวะทุกดวง มีห้าชั้น ได้แก่ 1.อนฺนมยโกศ-โกศที่สร้างด้วยอาหารได้แก่กายหยาบ 2.ปฺราณมยโกศ-โกศที่สร้างด้วยปราณ 3.มโนมยโกศ-โกศที่สร้างด้วยใจหรือความคิด 4.วิชฺญานมยโกศหรือพุทฺธิมยโกศ-โกศที่สร้างด้วยความรู้คิดหรือความรู้ 5 อานนฺทมยโกศ - โกศที่ประกอบด้วยอานันทสุข เป็นชั้นในสุด ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งอาตมัน
8 การทำหน้าที่
9ผลประโยชน์หรือการแสวงหาทรัพย์สิน
10คำศักดิ์สิทธิ์
11สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
12การบวงสรวงบูชา


ตามขนบธรรมเนียมของฮินดู เมื่อกระทำพิธี “บูชา” เทวะที่กระทำอย่างถูกต้องโดยพราหมณ์ ก็จะมีขั้นตอนต่างๆ คล้ายการเชื้อเชิญญาติมิตรที่เคารพมางานเลี้ยง เริ่มต้นด้วยการอัญเชิญ การถวายที่นั่ง ถวายการล้างเท้า ล้างมือแลถวายสิ่งต้อนรับ ถวายน้ำบ้วนปาก ถวายน้ำสรงน้ำอาบ เสื้อผ้า เครื่องประดับ สายอุปวีตมงคลพราหมณ์ เครื่องหอมจุลเจิม ดอกไม้มาลัย ถวายอาหารหมากพลู การประทักษิณเวียนขวา การกราบกราน การขับบทสวดสดุดี การเวียนประทีปแลการกล่าวคำสวัสดิมงคลอัญเชิญกลับ ด้วยขั้นตอนตามลำดับทั้งหมดนี้ การบูชาตามประเพณีจึงสมบูรณ์
แต่หากพระเป็นเจ้าทรงเป็นสภาวะนามธรรมล้วนๆเป็นสภาวะที่ไร้ขอบเขต มิใช่เป็นสภาวะบุคคลแบบ “เทวะ” เราจะบูชาด้วยวิธีการใด เราจะบูชาได้ที่ไหน แม้ว่าพระเจ้าหรือสภาวะสูงสุด(ปรพรหมัน)ที่ปราศจากคุณสมบัติใดๆ(นิรคุณพรหมัน) จะสำแดงพระองค์ด้วยอำนาจมายาออกมาเป็นพระเจ้าในแบบบุคคลหรือเทวะต่างๆ(สคุณพรหมันหรืออีศวร)ซึ่งทำให้การบูชาตามแบบพิธีกรรมของเราเป็นไปได้ แต่การรู้แจ้งสัจธรรมความจริงแท้ ที่เป็นสภาวะไร้รูป-นาม ย่อมเป็นการบูชาที่สูงสุด
1904  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย )) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:38:52
พระเวทเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู เชื่อกันว่าฤาษีในอดีตได้รับมาจากพระเจ้าโดยตรง เนื้อหาในพระเวทมีทั้งส่วนที่เป็นเทวตำนานตลอดจนคำสวดมนตร์พิธีกรรม แลส่วนที่เป็นปรัชญาคำสอนที่ลึกซึ้ง ชาวฮินดูถือว่าพระเวทเป็นความรู้ สำคัญแลมีความถูกต้องเพราะเกิดจากพระเจ้า แต่ก็อาจสามารถตีความได้หลากหลายแง่มุม มิได้ตายตัวเคร่งครัดจนเกินไป
พระศิวะเริ่มมีปรากฏในพระเวทในพระนามว่ารุทร ซึ่งเป็นเทพผู้มีความน่าเกรงขาม แลได้กลายมาเป็นพระศิวะซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ท่านศังกราจารย์ได้ “ตีความพระเวท” เพื่อให้เราได้เข้าใจ “สาระ” หรือ “แก่นแท้” หรือความหมายที่แท้แห่งพระเวท โดยอาศัยพระคุณลักษณะหรือสภาวะต่างๆในพระศิวะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สาระแห่งพระเวททั้งปวง คือพระคุณลักษณะแลสภาวะต่างๆแห่งองค์พระศิวะนั่นเอง
|| เวทสารศิวสฺโตตรมฺ ||
บทสรรเสริญพระศิวะอันเป็นสาระแห่งพระเวท
ปศูนา ํ ปตึ ปาปนาศํ ปเรศํ
คเชนฺทฺรสฺย กฤตฺตึ วสานํ วเรณฺยมฺ |
ชฏาชูฏมธฺเย สฺผุรทฺคางฺคยวารึ
มหาเทวเมกํ สฺมรามิ สฺมราริมฺ || ๑ ||
พระผู้เป็นปศุบดี ผู้ทำลายบาป เป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด
ผู้นุ่งห่มหนังช้าง ผู้เลิศยิ่ง ผู้ทรงมีมุ่ยมวยพระเกศาเป็นก้อนอยู่ตรงกลางโดยมีพระคงคาพริ้วไปมางดงามในนั้น ข้าฯขอระลึกถึงพระมหาเทวะผู้เป็นเอก ผู้เป็นอริแห่งกามเทพ
มเหศํ สุเรศํ สุราราตินาศํ
วิภุ วิศวนาถํ วิภูตยงฺคภูษมฺ |
วิรูปากฺษมินฺทวรฺกวหฺนิตฺริเนตรํ
สทานนฺทมีเฑ ปฺรภุ ปญฺจวกฺตรมฺ || ๒ ||
พระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าแห่งทวยเทพ ผู้ยังให้ศัตรูของเทวะทั้งหลายวินาศไป ผู้ทรงอำนาจ ผู้เป็นที่พึ่งแห่งสากลโลก ผู้ไล้ทาพระองค์ด้วยเถ้าถ่าน ผู้แผ่ซ่านไปในทุกสิ่ง พระผู้มีตรีเนตร คือพระจันทร์ พระอาทิตย์แลไฟ
คิรีศํ คเณศํ คเล นีลวรฺณํ
คเวนฺทฺราธิรูฒํ คุณาตีตรูปมฺ |
ภวํ ภาสฺวรํ ภสฺมนา ภูษิตางฺคํ
ภวานีกลตฺรํ ภเช ปญฺจวกฺตฺรมฺ || ๓ ||
พระเป็นเจ้าแห่งขุนเขา ผู้เป็นนายแห่งคณะ-23 ผู้มีสีนิลในพระศอ ทรงโคเป็นพาหนะ ทรงมีธรรมชาติอยู่เหนือคุณสมบัติทั้งปวง ทรงเป็นความเป็นไปของสรรพสิ่ง เป็นผู้สว่างโชติช่วง ทรงประดับพระองค์ด้วยเถ้าถ่าน มีพระภวานี-24 เป็นชายา ขอน้อมไหว้ พระผู้มีห้าพักตร์
ศิวากานฺต ศมฺโภ ศศางฺการฺธเมาเล
มเหศาน ศูลินฺ ชฏาชูฏธรินฺ |
ตฺวเมโก ชคทฺวฺยาปโก วิศฺวรูปะ
ปฺรสีท ปฺรสีท ปฺรโภ ปูรฺณรูป || ๔ ||
ข้าแต่พระผู้ทรงมีสุข ผู้เป็นยอดรักของพระศิวา-25 พระผู้มีดวงศศี เป็นปิ่นโมลี
ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงศูล ทรงเทิดพระเกศาเป็นก้อนมุ่นมวย พระองค์เป็นเอก เป็นผู้แผ่ซ่านไปในโลก มีรูปเป็นสากลจักรวาล ขอนอบน้อมอย่างสูงสุด ต่อพระผู้ทรงอำนาจ ผู้เป็นความบริบูรณ์
ปราตฺมานเมกํ ชคทฺพีชมาทยํ
นิรีหํ นิราการโมงการเวทยมฺ |
ยโต ชายเต ปาลฺยเต เยน วิศฺวํ
ตมีศํ ภเช ลียเต ยตฺร วิศฺวมฺ || ๕ ||
พระองค์คือปรมาตมัน-27 เป็นหนึ่งเดียว เป็นมูลพีชะกำเนิดแห่งโลก ปราศจากความปรารถนา ปราศจากรูปลักษณ์ ผู้เป็นอักษรโอม เป็นความรู้
เนื่องจากเหตุใดสกลจักรวาลเกิดขึ้น ด้วยอะไรสกลจักรวาลดำรงอยู่ ในสถานที่ใดสกลจักรวาลมลายไป ขอน้อมไหว้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทำลายพระองค์นั้น
น ภูมิรฺน จาโป น วหฺนิรฺน วายุรฺน
จากาศมาสฺเต น ตนฺทฺรา น นิทฺทรา |
น คฺรีษฺโภ น ศีตํ น เทโศ น เวโศ
น ยสฺยาสฺติ มูรฺติสฺตฺริมูรฺตึ ตมีเฑ || ๖ ||
พระองค์มิใช่ธาตุดินแลน้ำ มิใช่ธาตุไฟ มิใช่ทั้งธาตุลมแลอากาศธาตุ มิใช่สภาวะตื่น มิใช่การหลับใหล มิใช่ความร้อน มิใช่ความเย็น มิใช่สถานที่ มิใช่ที่อาศัย มิใช่รูปใดๆทั้งหมด ขอสรรเสริญ พระผู้มีสามรูป-28 พระองค์นั้น
อชํ ศาศฺวตํ การณํ การณานา
ศิวํ เกวลํ ภาสกํ ภาสกานามฺ |
ตุรียํ ตมะปารมาทฺยนฺตหีนํ
ปรฺปทฺเย ปรํ ปาวนํ ไทฺวตหีนมฺ || ๗ ||
พระผู้ไม่มีกำเนิด ผู้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นมูลการณะแห่งสิ่งทั้งหลาย
พระศิวะ ผู้เป็นหนึ่งเดียวปราศจากสิ่งเกาะเกี่ยว ผู้เป็นภาวะตุรียะ-29 ผู้อยู่เหนือความมืด-30 ผู้ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดจบ ข้าฯขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระองค์ ผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง ผู้พ้นจากทวิภาวะ
นมสฺเต นมสฺเต วิโภ วิศฺวมูรเต
นมสฺเต นมสฺเต จิทานนฺทมูรฺเต |
นมสฺเต นมสฺเต ตโปโยคคมฺย
นมสฺเต นมสฺเต ศฺรุติชฺญานคมฺย ||
ข้าแต่พระผู้ซ่านไปทั่ว พระผู้มีวิศวรูป-31 ข้าฯขอนอบน้อมอย่างยิ่ง
ข้าแต่พระผู้มีรูปเป็นจิตบริสุทธิ์แห่งอานันทสุข ข้าฯขอนอบน้อมอย่างยิ่ง
พระผู้อาจเข้าถึงได้โดยตบะแลโยคะ ข้าฯขอนอบน้อมอย่างยิ่ง
พระผู้อาจเข้าถึงได้โดยความรู้ทั้งปวงในศรุติ-32 ข้าฯขอนอบน้อมอย่างยิ่ง
ปฺรโภ ศูลปาเณ วิโภ วิศฺวนาถ
มหาเทว ศมฺโภ มเหศํ ตฺริเนตฺร |
ศิวากานฺต ศานฺต สฺมราเร ปุราเร
ตฺวทนฺโย วเรรฺโย น มานฺโย น คณฺยะ ||
ข้าแต่พระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงตรีศูลในพระหัตถ์ พระผู้แผ่ซ่านไปทั่ว ผู้เป็นที่พึ่งแห่งสากลโลก
ข้าแต่พระมหาเทวะ พระผู้ทรงมีสุข พระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระตรีเนตร
ยอดรักแห่งพระศิวา ผู้สงบรำงับ ผู้เป็นอริแห่งกามเทพและปุระ-33
ไม่มีเกียรติยศและการบูชาใดมีค่ายิ่งไปกว่ากระทำในพระองค์
ศมฺโภ มเหศ กรุณามย ศูลปาเณ
เคารีปเต ปศุปเต ปศูปานศนาศินฺ |
กาศีปเต กรุณยา ชคเทตเทก-
สฺตฺวํ หํสิ ปาสิ วิทธาสิ มเหศฺวโร’สิ || ๑๐ ||
ข้าแต่พระศัมภุ พระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระทัยกรุณา ผู้ทรงตรีศูล
บดีแห่งพระเคารี-34 พระผู้บดีแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้ทำลายบ่วงร้อยรัดแห่งสัตว์ทั้งหลาย พระเป็นเจ้าแห่งนครกาศี-35 พระมเหศวรพระองค์นั้น เพราะพระกรุณาทรงรังสรรค์ รักษาแลทำลายโลกอันนี้
ตฺวตฺโต ชคทฺภวติ เทว ภว สฺมราเร
ตฺวยฺเยว ติษฺฐติ ชคนฺมฤฑ วิศฺวนาถ |
ตฺวยฺเยว คจฺฉติ ลยํ ชคเทตทีศ
ลิงฺคาตฺมเก หร จราจรวิศฺวรูปินฺ || ๑๑ ||
ข้าแต่เทวะ พระผู้เป็นอริแห่งกามเทพ โลกนี้มีขึ้นจากพระองค์
ข้าแต่พระวิศวนาถ พระมฤฑ-36 โลกนี้ตั้งอยู่ในพระองค์นั้นเทียว
ข้าแต่พระผู้มีรูปเป็นลึงค์-37 โลกนี้มลายไปในพระองค์
สิ่งทั้งปวงทั้งเคลื่อนไหวแลหยุดนิ่ง คือรูปอันหลายหลากของพระองค์นั่นเอง
23คือ คณะบริวารแห่งพระศิวะ ได้แก่ภูตผี ฤาษี เทวะแลอื่นๆ
24อีกพระนามของพระอุมาเทวี
25อีกพระนามของพระอุมาเทวี
26พระจันทร์
27อาตมันสูงสุด
28 พระผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้ทำลาย
29ภาวะสูงสุดของจิต คือภาวะที่เหนือการตื่น การฝันแลการหลับสนิท
30ตมัสคุณ
31มีรูปเป็นสากล หรือมีรูปอันหลากหลายไม่สิ้นสุด
32ศรุติแปลว่า “ได้ยิน” หมายถึง คัมภีร์พระเวททั้งหลาย เพราะถือกันว่า ฤาษีโบราณได้ยินพระเวทมาจากพระเจ้าโดยตรง
33นามของอสูร
34อีกพระนามของพระอุมาเทวี
35 เมืองวาราณสีหรือพาราณสี
36นามพระศิวะ
37 ศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนองค์พระศิวะ เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพราหมณ์กระทำบูชาก็จะกระทำที่ศิวลึงค์
ศิวะลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ทำเป็นรูป “ลึงค์” หรืออวัยวะเพศชาย บางครั้งทำเป็นรูปเศียรพระศิวะเรียกว่ามุขลึงค์ ถ้ามีห้าเศียรเรียกว่าปัญจมุขลึงค์ แต่โดยทั่วไปมักทำเป็นทรงกระบอกยอดกลมเกลี้ยงไม่มีลวดลายใดๆ ศิวะลึงค์นั้นรองรับด้วยโยนิโทรณะ หรือฐานโยนี
การบูชาศิวลึงค์อาจเป็นประเพณีท้องถิ่นที่มีมาก่อนการเข้าไปของชาวอารยัน นัยว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์(เช่นเดียวกับการนับถือปลัดขิกในท้องถิ่นของไทย) ต่อมารับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู ศิวลึงค์มิใช่สัญลักษณ์ที่อุจจาดน่าเกลียดแต่ประการใด ท่านสวามีศิวานันทะนักบวชฮินดูที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า จริงๆแล้วศิวลึงค์คือพระศิวะในรูปของแสงสว่างและความไร้รูปลักษณ์ พระเป็นเจ้าจะทรงอยู่ในรูปใดก็ได้ทั้งนั้น ในสัจภาวะไม่มีความต่างระหว่างความน่าเกลียดและความสวยงาม
พฺรหฺมมุราริสุรารฺจิตลิงฺคมฺ นิรฺมลภาสิตโศภิตลิงฺคมฺ |
ชนฺมชทุะขวินาศกลิงคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
พระศิวะลึงค์อันเป็นที่สักการะโดยพระพรหมา พระมุรารี(พระนารายณ์) แลเทวะทั้งหลาย
ลึงค์อันมีวาจาวิสุทธิ์แลงามโศภิต ลึงค์อันยังให้ทุกข์แห่งการเกิดวินาศไป
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
เทวมุนิปฺรวราจิตลิงฺคมฺ กามทหมฺ กรุณากร ลิงคมฺ |
ราวณทฺรปวินาศนลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันเป็นที่สักการะอย่างสูงสุดแห่งเทวมุนี ลึงค์ผู้ฆ่าเสียซึ่งกาม ลึงค์ผู้กระทำกรุณา
ลึงค์อันทำลายซึ่งความทะนงตนของราวัณ(ทศกัณฐ์)
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
สรฺวสุคนฺธิสุเลปิตลิงฺคมฺ พุทฺธิวิรฺธนการณลิงฺคมฺ |
สิทฺธิสุราสุรวนฺทิตลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันลูบไล้จุลเจิมดีแล้วด้วยเครื่องหอมทั้งหลาย ลึงค์อันเป็นมูลการณะแห่งการวิวัฒน์ของพุทธิ
(พัฒนาการของการคิดรู้หรือสติปัญญา)
ลึงค์อันสักการะโดยนักสิทธิ์ เทวะแลอสูรทั้งหลาย
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
กนกมหามณิภูษิตลิงฺคมฺ ผนิปติเวษฺฏิตโศภิตลิงคมฺ |
ทาษฺสุยชฺญ วินาศน ลิงคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันประดับด้วยทองคำแลมหามณี ลึงค์อันมีนาคบดีพันรัดอยู่รอบแลดูงามโศภิต
ลึงค์อันทำให้ยัชญกรรมของพระทักษะ วินาศไป-*
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
กุงฺกุมจนฺทนเลปิตลิงฺคมฺ ปงฺกชหารสุโศภิตลิงฺคมฺ |
สญฺจิตปาปวินาศนลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันถูกไล้ทาด้วยชาดแดง** แลกระแจะจันทน์ ลึงค์อันงามโศภิตด้วยสายสร้อยดอกบัว
ลึงค์ผู้ทำลายเสียซึ่งบาปที่สั่งสมพอกพูน
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
เทวคณารฺจิตลิงฺคมฺ เสวิตลิงฺคมฺ ภาไวรฺภกฺติเรว จ ลิงฺคมฺ |
ทินกรโกฏิปฺรภากรลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันเป็นที่บูชารับใช้โดยคณะเทพ ลึงค์อันเป็นที่บูชาด้วยรักแลภักดี
ลึงค์อันประภาแสงดั่งดวงทินกร นับด้วยโกฏิ
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
อษฺฏทโลปริเวษฺฏิตลิงฺคมฺ สรฺวสมุทฺภวการณลิงฺคมฺ |
อษฺฏทริทฺรวินาศิตลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันห่อหุ้มไปรอบด้วยกลีบบุปผาทั้งแปดชนิด ลึงค์อันเป็นมูลการณะของสรรพสิ่ง
ลึงค์อันทำลายซึ่งความยากจนขาดแคลนทั้งแปดประการ***
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
สุรคุรุสุรวรปูชิตลิงฺคมฺ สุรวนปุษป สทารฺจิต ลิงฺคมฺ |
ปราตฺปรํ ปรมาตฺมากลิงฺคมฺ ตตฺ ปฺรณมามิ สทาศิวลิงฺคมฺ ||
ลึงค์อันเป็นที่บูชาสักการะโดยคุรุของเทวะแลเทวะผู้ประเสริฐทั้งหลาย
ลึงค์อันเป็นที่สักการะอยู่ทุกเมื่อด้วยวนบุปผาแห่งสวรรค์ ลึงค์อันเป็นบรมสัตย์ เป็นปรมาตมัน
ข้าฯขอประณตน้อมอย่างยิ่ง แด่พระสทาศิวลึงค์นั้น
ลิงฺคาษฺฏกมิทํ ปุณยํ ยะ ปเฐตฺ ศิวสนฺนิเธา |
ศิวโลกมวาปฺโนติ ศิเวณ สห โมทเต ||
บุณย์แห่งการท่องบทสวดสรรเสริญพระศิวลึงค์ทั้งแปดบทนี้ ใกล้องค์พระศิวะ
ย่อมไปสู่ศิวโลก ร่วมเสวยบรมสุขกับพระศิวะ
1905  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / Re: บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย )) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:37:50

ไม่ว่าศาสนาใดๆในโลกก็ตาม “ครู” ย่อมเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในทางจิตวิญญาณ “ครู” มาจากคำว่า คุรุ แปลตามตัวอักษรแปลว่าหนัก ซึ่งหมายถึงครูเป็นผู้ที่หนักแน่น ยิ่งใหญ่ควรค่าแก่การเคารพ หากปราศจากครูเสียแล้ว ความเจริญแห่งจิตทั้งในทางโลกแลทางธรรมก็จะมีไม่ได้
ในวัฒนธรรมฮินดู ศิษย์ย่อมเคารพครูเสมอด้วยบิดามารดาหรือ เสมอด้วยพระผู้เป็นเจ้า เพราะถือกันว่า ครูคือรูปแบบหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าที่อวตารลงมา เพื่อกระทำให้ศิษย์ให้ถึงความหลุดพ้น ครูเป็นสายธารแห่งปัญญาที่ไหลเนื่องมานับแต่พระผู้เป็นเจ้าในอดีตกาลไกลโพ้นจนถึงเราในปัจจุบัน เป็นสายสร้อยเชื่อมโยงเรากับพระผู้เป็นเจ้า
คำว่า “ครู” จึงมิได้เป็นเพียงคำเรียกผู้ทำหน้าที่สอนสั่งเท่านั้น แต่เป็นถ้อยคำนามธรรม เป็นสภาวะองค์รวมที่เชื่อมทั้งมนุษย์ บุราณฤาษี เทวะแลพระเป็นเจ้าเข้าไว้ด้วยกัน แลด้วย “ครู” ทางจิตวิญญาณของเราที่เป็นมนุษย์นี่เอง เราก็อาจสามารถเชื่อมโยงท่านย้อนทวนไปเรื่อย จนถึงต้นธารคือสภาวะรวมแห่งความบริสุทธิ์ กรุณา แลปัญญาญาณหรือพระผู้เป็นเจ้าได้ ด้วยเหตุนี้ก่อนทำสิ่งใดเราจึงมีธรรมเนียมในการบูชาครูก่อน เพราะถ้าปราศจากครู ความดีงาม หนทางที่ถูกต้องแลความหลุดพ้นจะมีได้อย่างไร
ข้าพเจ้าเลือกบทสวดมนตร์บูชาครูจากหลายที่มารวมกัน บทแรกเป็นบทบูชาพระทักษิณามูรติ
พระทักษิณามูรติ คือพระศิวะอวตารมาในรูปของครูผู้สอนสัจธรรมสูงสุดแด่ฤาษีพรหมบุตรทั้งสี่ในอดีต แลโดยอาศัยการนิ่งเงียบจึงยังให้ฤาษีเหล่านั้นรู้สัจธรรม เป็นเทวะที่นับถือมากในอินเดียภาคใต้
ถือกันว่าเป็นพระเจ้าที่อวตารเพื่อเป็น “ปฐมคุรุ ” ของมวลมนุษย์ ส่วนบทสุดท้ายนั้นเลือกเอาคำบูชาท่านอาทิ
ศังกราจารย์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในฝ่ายอไทฺวตเวทานตะ แลเป็นผู้รจนาบทสวดมนตร์ส่วนใหญ่ในหนังสือนี้

|| คุรุวนฺทนมฺ ||
ไหว้ครู
โอมฺ นมะ ปรฺณวารฺถาย ศุทธชฺญาไนกมูรตเย |
นิรฺมาลย ปฺรศานตาย ทกฺษิณามูรตเย นมะ ||
โอม ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้อาจเข้าถึงได้โดยปราณวะ(1) เป็นรูปแห่งปัญญาญาณบริสุทธิ์
ผู้นิรมล ผู้สงบรำงับยิ่ง
ขอความนอบน้อมจงมีแด่องค์พระทักษิณามูรติ พระองค์นั้นด้วยเถิด
คุรุรฺพฺรหฺมา คุรุรฺวิษฺณุ คุรุรฺเทโว มเหศวระ |
คุรุเรว ปรพฺรหฺมา ตสฺไม ศฺรีคุรเว นมะ ||
ครูคือพระพรหมาผู้สร้าง คือพระวิษณุผู้รักษา ครูคือพระมเหศวรศิวะเทพผู้ทำลาย
จริงๆแล้ว ครูคือพรหมันอันสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่ครูนั้นเถิด
พฺรหฺมานนฺทํ ปรมสุขทํ เกวลํ ชฺญาณมูรตึ
ทฺวํทฺวาตีตํ คคนสทฤศํ ตตฺวมสฺยาทิลกฺษยมฺ |
เอกํ นิตยํ วิมลมจลํ สรฺวีสากฺษิภูตํ
ภาวาตีตํ ตฺริคุณรหิตํ สทฺคุรุมฺ นมามิ ||
ครูคือ(การสำแดงของ)อานันทสุขแห่งพรหมัน คือผู้ประทานบรมสุข เป็นหนึ่งเดียวปราศจากสิ่งเกาะเกี่ยว เป็นรูปแห่งปัญญาญาณ ผู้อยู่เหนือทวันทวธรรม(2) เป็นดั่งห้วงนภากาศ เป็นผู้ที่ถูกชี้แสดงโดย(ประโยคในอุปนิษัท(3) )ว่า “ท่านคือสิ่งนั้น” (4) ผู้เป็นเอก ผู้มั่นคง เป็นปฐพีที่บริสุทธิ์ เป็นพยานในการรู้คิดหรือสติปัญญา(5) ของสรรพสิ่ง ผู้อยู่เหนือสภาวะทั้งหลาย ผู้พ้นจากคุณะทั้งสาม(6) ข้าฯขอนอบน้อมต่อครูผู้เที่ยงแท้
ศฺรีศํกราจารฺยวรฺโย พฺรหฺมานนฺทปฺรทายกะ |
อชฺญานติมิราทิตฺยสฺสุชฺญานามฺพุทธิจนฺทฺรมาะ ||
โอมฺ ศฺรีศํกราจารฺยาวรฺยาย นมะ ||
ท่านศรีศังกราจารย์(7) ผู้ประเสริฐ ผู้ประทานอานันทสุขแห่งพรหมัน ผู้ขจัดอวิชชาดุจดวงอาทิตย์ส่องแสงขับไล่ความมืดมิด ผู้ประทานปัญญาญาณ(แก่ศิษย์)ดุจดวงจันทร์เพ็ญส่องสะท้อนมหาสมุทร
โอม ขอความน้อมน้อมจงมีแด่ท่านศรีอารยศังกราจารย์เถิด
1. คือเสียง “โอม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกลับ เป็นตัวสัจธรรม อาจสำแดงความจริงสูงสุดให้ปรากฏแก่ผู้เพ่งพินิศได้
2. ภาวะคู่ เช่น สุข-ทุกข์ สว่าง-มืด ฯลฯซึ่งเป็นสิ่งที่มีตามโลกสมมุติเท่านั้น สัจธรรมไปพ้นจากภาวะคู่
3. อุปนิษัท เป็นส่วนท้ายของคัมภีร์พระเวทบางครั้งเรียกว่าเวทานตะ(ส่วนท้าย)เป็นคัมภีร์แสดงความคิดทางปรัชญาที่ลึกซึ้ง อุปนิษัท แปลตามตัวอักษรว่า “นั่งลงใกล้”(เพราะถือกันว่าจะถ่ายทอดเฉพาะศิษย์ที่สมควรได้รับเท่านั้น)
4. เป็นประโยคในคัมภีร์ ฉานโทยะอุปนิษัท( ฉานฺโทคโยปนิษทฺ)ว่า “ ตตฺ ตฺวมฺ อสิ” ซึ่งเรียกว่า “มหาวากยะ” หมายถึงประโยคที่แสดงความจริงสูงสุด “ท่านคือสิ่งนั้น” หมายความว่า โดยสัจธรรมตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับความจริงสูงสุด
5. พุทธิ
6. ตามปรัชญาสางขยะ คุณะทั้งสามนี้เป็นคุณสมบัติของ “ประกฤติ” คือธรรมชาติฝ่ายวัตถุของสรรพสิ่งทั้งมวลในจักรวาล ได้แก่1.สัตวะ – ความสว่าง ความจริง การดำรงอยู่ฯลฯ 2.รชัส –การเคลื่อนไหว ความเร่าร้อน การเกิดขึ้น ฯลฯ 3.ตมัส-ความมืด ความมัวเมา การแตกดับฯลฯ
7. ท่านศังกราจารย์เป็นนักปรัชญาอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ คาดว่ามีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ.788 -820 ท่านเป็นผู้สถาปนาสำนักคิดอไทฺวตเวทานตะให้มั่นคงจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีคำสอนโดยสรุปว่า พรหมันคือสิ่งที่จริงแท้เพียงอย่างเดียว โลกเป็นมายา ชีวะไม่ได้แยกต่างจากพรหมัน(พฺรหฺม สตฺยํ ชคนฺมิถฺยา ชีโว
พฺรหฺไมว นาประ – พฺรหฺมชฺญานวลี)
ตามธรรมเนียมฮินดูนั้น เมื่อจะกระทำบูชาเทพใดๆ หรือริเริ่มกิจการใดๆ ก็ต้องแสดงความเคารพบูชาพระคเณศเสียก่อนเพราะถือว่าทรงเป็นองค์อุปสรรค (พระนาม วิฆเนศวร คือ วิฆน-อุปสรรค รวมกับ อีศวร-พระเป็นเจ้า = พระเป็นเจ้าแห่งอุปสรรค “วิฆเนศวร”แผลงเป็นไทย คือ “พิฆเนศวร”) เมื่อได้กระทำการบูชาแล้วย่อมปราศจากอุปสรรคทั้งปวง
เป็นความนิยมแต่โบราณว่า บทสวดมนตร์สรรเสริญเทวะองค์ใด ก็ย่อมถือว่าองค์นั้นเป็นพระเจ้าสูงสุด หรือหากชนนิกรนับถือพระเป็นเจ้าองค์ใดเป็นใหญ่ก็ย่อมถือว่าเทวะของตัวสูงสุด เทวะของตัวเป็นภาวะสัจธรรม บทสวดมนตร์พระคเณศที่เลือกมานี้จึงมีเนื้อหาไปในทำนองนั้น แต่โดยแท้แล้วไม่ว่าพระเจ้าองค์ใดก็ล้วนเป็น สคุณพรหมัน คือพระเป็นเจ้าที่ “สำแดงตน” ออกมาเป็นเทวะบุคคลที่มีคุณสมบัติต่างๆจากสภาวะสูงสุด หรือ นิรคุณพรหมันอันไร้คุณสมบัติ แลไม่อาจพรรณนาบรรยายใดๆได้ เพราะพ้นไปจากความนึกคิดของมนุษย์ เทวะทั้งหลายโดยเนื้อแท้จึงเป็นเอกภาวะ เป็นหนึ่งเดียวกัน
เราอาจเข้าถึงถึงสัจธรรมได้โดยการเพ่งพินิศรูปลักษณ์แห่งองค์พระคเณศ พระองค์มีเศียรเป็นช้างแต่มีพระวรกายเป็นมนุษย์ นั่นแสดงว่าสัจธรรมเป็นสิ่งพ้นไปจากการรับรู้อย่างสามัญ ทรงมีงาช้างเดียว นั่นหมายความว่าสัจธรรมเป็นสิ่งพ้นไปจากทวิภาวะโดยสิ้นเชิง
|| คเณศสตฺวะ ||
บทสรรเสริญพระคเณศ
อชํ นิรฺวิกัลฺปํ นิราการเมกํ
นิรานนฺทมานนฺทมทฺไวตปูรณมฺ |
ปรํ นิรฺคุณํ นิรฺวิเศษํ นิรีหํ
ปรพฺรหฺมรูปํ คเณศํ ภเชม || ๑ ||
พระคเณศ ผู้ไม่มีการเกิด ปราศจากการนึกคิด ปราศจากรูปลักษณ์ พระผู้เป็นเอก
ผู้เหนือกว่าอานันทสุขบรมอานันทสุข( เป็นความบริบูรณ์แห่ง
อทวิภาวะ(9) ผู้สูงสุด ผู้ปราศจากคุณสมบัติ ปราศจากความแตกต่าง ปราศจากความปรารถนา
เราทั้งหลายขอไหว้พระคเณศ(10) ผู้เป็นปรพรหมัน(11)
คุณาตีตมานํ จิทานนฺทรูปํ
จิทาภาสกํสรฺวคํ ชฺญานคมฺยมฺ |
มุนิธฺเยยมากาศรูปํ ปเรศํ
ปรพฺรหฺมรูปํ คเณศํ ภเชม || ๒ ||
พระผู้อยู่เหนือคุณสมบัติทั้งปวง ทรงเป็นการสำแดงออกแห่งจิตบริสุทธิ์อานันทสุข เป็นแสงโอภาสแห่งจิตบริสุทธิ์ ผู้แผ่ซ่านไปในทุกสิ่ง ผู้สามารถเข้าถึงได้ด้วยปัญญาญาณ ผู้ที่พระมุนีเพ่งจิตถึง มีรูปเป็นอวกาศ เป็นพระเจ้าสูงสุด
เราทั้งหลายขอไหว้พระคเณศ ผู้เป็นปรพรหมัน
ชคตฺการณํ การณชฺญานรูปํ
สุราทึสุขาทึ คุเณศํ คเณศํ |
ชคทฺวยาปินํ วิศฺววนฺทฺยํ สุเรศํ
ปรพฺรหฺมรูปํ คเณศํ ภเชม || ๓ ||
พระผู้เป็นมูลการณะแห่งโลก (12) เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาญาณ
เป็นเบื้องต้นของเทวะทั้งหลาย เป็นบ่อเกิดแห่งสุข พระเป็นเจ้าแห่งคุณความดี พระเป็นเจ้าแห่งคณะ ทรงแผ่ซ่านไปในโลก เป็นที่เคารพสักการะทั่วสากล พระเป็นเจ้าแห่งเทวะ
เราทั้งหลายขอไหว้พระคเณศ ผู้เป็นปรพรหมัน
8. อานันทะ คือ สุขอันยิ่งซึ่งเป็นธรรมชาติของพรหมัน อาจประมาณได้ว่าเป็นความสุขแห่งการหลุดพ้น
9. อยู่เหนือภาวะคู่โดยสมบูรณ์
10. แปลตามตัวอักษรว่า ผู้เป็นนายแห่งคณะหรือพระเป็นเจ้าแห่งคณะ (คณ-คณะ + อีศ- นาย = คเณศ - นายแห่งคณะ )
11. ความจริงแท้อันสูงสุด หรือหมายถึงอาตมันใหญ่ ก็คือพระเจ้านั่นเอง
12. เป็นต้นกำเนิดของโลก
เวลาเช้าเป็นเวลาที่พระอาทิตย์อุทัยขึ้นปลุกสรรพสัตว์ให้เคลื่อนไหวแลดำเนินไปตามทางชีวิตตน แทบทุกศาสนาถือว่าเป็นเวลาอันมงคล ควรแก่การระลึกถึงคุณความดี ระลึกถึงพระเป็นเจ้า เพราะดวงอาทิตย์ที่อุทัยขึ้นนี่เองเป็นเครื่องระลึกถึงแสงสว่าง ซึ่งพระเจ้าได้ส่องมาขับไล่ความมืดแห่งอวิชชาออกไปเป็นเวลาแห่งความสดชื่นแจ่มใส ความงามแห่งธรรมชาติแลความเบิกบาน
ดังนั้นบทสวดมนตร์ในยามเช้านี้จึงเป็นการต้อนรับวันใหม่แห่งชีวิต ด้วยพระกรุณาธิคุณแห่งพระเจ้าผู้ทรงขจัดความมืดมัวซึมเซา คืออวิชชาที่ยังสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในสังสารวัฏนี้

ศิวปฺราตะสฺมรณสฺโตตรมฺ
บทสวดระลึกถึงพระศิวะในยามรุ่งอรุณ
ปฺราตะ สฺมรามิ ภวภีติหรํ สุเรศํ
คงฺคาธรํ วฤษภวาหนมมฺพิเกศมฺ |
ขฏฺฏางฺคศูลวรทา ภยหสฺตมีศํ
สํสารโรคหรเมาษธมทฺวิตียมฺ ||
ในยามรุ่งอรุณ ข้าฯระลึกถึงพระศิวะ ผู้ขจัดความกลัวแห่งการเวียนว่ายตายเกิด พระผู้เป็นเจ้าแห่งเทวะ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระคงคา-13 มีพระโคเป็นพาหนะ เป็นพระเจ้าของพระแม่เจ้า14 พระเป็นเจ้าผู้ทรงถือคฑายอดกะโหลกมนุษย์-15 แลตรีศูล อีกสองพระกรทรงประทานพรแลคุ้มภัย
พระองค์คือเอกเภสัชอันขจัดเสียซึ่งโรค คือสังสารวัฏ
ปฺราตรฺนมามิ คิริศํ คิริชารฺธเทหํ
สรฺคสฺถิติปฺรลยการณมาทิเทวมฺ |
วิศฺเวศวรํ วิชิตวิศฺวมโนภิรามํ
สํสารโรคหรเมาษธมทฺวิตียมฺ ||
ในยามรุ่งอรุณ ข้าฯขอนอบน้อม พระคิรีศะ-16 ผู้มีพระคิริชา-17 เป็นครึ่งหนึ่งของพระวรกาย-18 เป็นองค์อาทิเทวะ-19 เป็นมูลการณะแห่งการรังสรรค์ การสถิตอยู่แลการประลัยของจักรวาล พระเป็นเจ้าแห่งสากลโลก พระผู้พิชิตจักรวาล พระผู้มีพระทัยรื่นรมณ์
พระองค์คือเอกเภสัชอันขจัดเสียซึ่งโรค คือสังสารวัฏ
ปฺราตรฺภชามิ ศิวเมกมนนฺตมาทฺยํ
เวทานฺตเวทฺยมนฆํ ปุรุษํ มหานฺตมฺ |
นามาทิเภทรหิตํ ษฑฺภาวศูนฺยํ
สํสารโรคหรเมาษธมทฺวิตียมฺ ||
ในยามรุ่งอรุณ ข้าฯขอไหว้ พระศิวะ-20 พระผู้เป็นเอก ผู้ไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นองค์บรมสัตย์ที่กล่าวสอนในเวทานตะ เป็นองค์ปุรุษะ-21 เป็นผู้พ้นจาก(โลกบัญญัติ)เช่นการแบ่งประเภทแห่งนาม เป็นต้น ทรงว่างจากภาวะทั้งหก-22
พระองค์คือเอกเภสัชอันขจัดเสียซึ่งโรค คือสังสารวัฏ
13. ตามตำนานเล่าว่า เมื่อพระคงคาจะลงมาบนโลก พระศิวะผู้ทรงกรุณาได้ทรงเอาพระเศียรรับพระคงคาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โลกแตกทำลายจากความรุนแรงของน้ำ ด้วยเหตุนี้พระศิวะจึงมีอีกพระนามว่า คงคาธร(ทรงไว้ซึ่งคงคา) จากนั้นคงคาจึงตกลงบนโลกและไหลผ่านเมืองวาราณสี จึงถือกันว่าน้ำคงคามีความศักดิ์สิทธิ์มาก
14. อัมพิกา- พระแม่ อีกพระนามของพระอุมาเทวี
15. ขัฏฏางคะ
16. พระเป็นเจ้าแห่งภูเขา อีกพระนามของพระศิวะ
17. อีกพระนามของพระอุมาเทวีหรือพระปรรวตี
18. ปรากฏในรูปของ “อรฺธนารีมเหศวร” หรือ “อุมามเหศวร” เป็นรูปพระศิวะและพระอุมาอยู่ในองค์เดียวกัน แสดงถึงการรวมกันแห่งภาวะคู่ของจักรวาล
19. เทวะองค์แรก
20. แปลตามตัวอักษรว่าที่เป็นมงคล
21. ปุรุษะ หมายถึง พระเป็นเจ้า ปรากฏในปุรุษสูกต ของคัมภีร์ฤคเวท ในปรัชญาสางขยะหมายถึงพลังสัมปชัญญะที่ผลักดันให้ประกฤติ(ธรรมชาติฝ่ายวัตถุหรือสสาร)มีวิวัฒนาการ
22. การเกิด การดำรงอยู่ การเติบโต การเจริญถึงขีดสุด การเสื่อมถอย แลการตาย ซึ่งเป็นสภาวะของสิ่งไม่จีรังทั้งหลายในจักรวาล
1906  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย ))--00001 เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:33:42
บทสวดสรรเสริญพระศิวะ ((วิมุกโตทัย ))

บทสวดสรรเสริญพระศิวะ สันสกฤต-ไทย
ศรีหริทาส อนุวาทก
ศรีหริทาสแปลและให้อรรถาธิบาย
คำนิยมโดย
พระราชครูวามเทพมุนี
หัวหน้าคณะพราหมณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า
ตามที่ผู้แปลได้นำ “วิมุกโตทัย” มาให้ได้อ่านดูแล้ว ได้เห็นถึงความมานะและอดทน ในการแปลและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคัมภีร์ในศาสนา เพื่อจะได้มีคำสวดมนต์ถึงองค์เทพต่างๆ โดยเฉพาะองค์พระศิวะเป็นเจ้า
การสวดมนต์ ก็เป็นบทถึงความดีของมนุษย์ ที่กระทำความดีเพื่อให้จิตใจเบิกบาน สามารถที่จะนำวิญญาณให้ไปร่วมกับความดีสูงสุด ในการสวดมนต์ ก็เป็นการฝึกกายจิต ให้มีระเบียบของชีวิตที่จะกระทำความดีให้ยิ่งขึ้นไป การสวดมนต์ ถ้าทำด้วยความไม่รู้ก็จะเรียกว่า หลงทาง ทำไปด้วยเสียเวลา ไม่สามารถนำจิตใจให้สูงจนถึงความดีสูงสุด เรียกว่างมงาย จากคัมภีร์ที่นำมาเป็นหลักในการแปล ก็เป็นความปรารถนาดีของผู้แปล แต่ความดีจะได้สมบูรณ์ ก็จะต้องศึกษาถึงองค์เทพ ที่ท่านมีจริยวัตรอย่างใด จึงทำให้เราสามารถรู้ถึงธรรมะในอวตารต่างๆ
ขอให้ผู้แปลจงมีแต่ความสุขศานติ ขอให้ผู้อ่านจงมีสติ ขอให้ผู้สวดจงไม่งมงาย ขอให้ความดีจงมีแด่ท่านที่ได้ศึกษา
โอม ศานติ
พระราชครูวามเทพมุนี
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
แรมสิบค่ำ เดือนสาม
คำนำโดย
อ.ดร.ประมวล เพ็งจันทร์
“ ครู ” ของผู้แปลและเรียบเรียง
วิมุกโตทัย บทสวดมนตร์ภาษาสันสกฤตทั้งอักษรเทวนาครีและอักษรไทย ที่ศรีหริทาสได้มีพลังแห่งศรัทธารวบรวมจัดพิมพ์ขึ้น พร้อมคำแปลภาษาไทยไพเราะงดงาม เป็นผลงานที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิถีแห่งภักติโยคะ อันมีเป้าหมายปลายทางที่โมกษะ ชั่วขณะแห่งการได้สัมผัสรู้บทสวดในวิมุกโตทัยนี้ ความปีติแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของข้าพเจ้าอย่างมิรู้ว่าจะบรรยายให้ผู้อื่นรับรู้ได้อย่างไร ความปีติเบิกบานอันสุดจะพรรณนาได้นี้ เกิดแก่ข้าพเจ้าด้วยสาเหตุสำคัญสองประการ คือ ประการแรก บทสวดทุกบทในวิมุกโตทัย ทำให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับความไพเราะงดงามแห่งถ้อยคำและทำให้หยั่งถึงความหมายอันลุ่มลึกแห่งบทสวด ความไพเราะงดงามและความลุ่มลึกนี้ เป็นเหตุให้เกิดความปีติขึ้นในใจข้าพเจ้า ประการต่อมา วิมุกโตทัยนี้เป็นผลงานแห่งศรัทธาของศรีหริทาส ผู้เป็นศิษย์ของข้าพเจ้า ในชีวิตของครูคนหนึ่ง จะมีอะไรอีกเล่าที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า ได้เห็นศิษย์คนหนึ่งเจริญเติบโตในหนทางที่ครูพร่ำสอน ศรีหริทาสได้ทำให้น้ำตาแห่งปีติของครูหลั่งออกมา เพราะได้ประจักษ์ถึงความรู้ที่งอกงามขึ้นในใจศิษย์ จนสามารถน้อมตนลงรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ดังชื่อว่าหริทาส และวิมุกโตทัยนี้คือผลงานของจิตใจที่ศรัทธาและภักดีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น
ขอศานติจงบังเกิดแก่สรรพสิ่ง
อ.ดร.ประมวล เพ็งจันทร์
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
แรมเก้าค่ำ เดือนสาม
คำนิยมโดย
ปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส
พราหมณาจารย์แห่งเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช กรุงเทพฯ
ข้าพเจ้าปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส แห่งเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช กรุงเทพฯ ได้ตรวจทานหนังสือ “วิมุกโตทัย ” บทสวดมนตร์สันสกฤต -ไทย ซึ่งศรีหริทาสผู้เป็นศิษย์ได้แปลและอธิบายความตามหลัก อไทฺตเวทานตะ เพื่อร่วมฉลองในเทศกาลมหาศิวราตรี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ข้าพเจ้าเห็นว่าเนื้อหามีความถูกต้องเหมาะสมดี ควรที่ศาสนิกชนทั่วไปจะได้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มีความศรัทธาเป็นพิเศษในองค์พระศิวะ จะได้เกิดความเข้าใจและเพิ่มพูนศรัทธายิ่งขึ้น ขอพระเป็นเจ้าอำนวยพรแด่ทุกท่าน
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
แรมสามค่ำ เดือนผาลฺคุน
คุณความดีอันเกิดจากการแปลและเรียบเรียงขอมอบแด่
ท่านปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส ผู้เป็นกรุณาสาคร ท่านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
ครูผู้เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต และพ่อ แม่ ผู้เป็นพระศิวะแลพระปารวตีของลูกเสมอ
|| ศฺรีะ ||
โอมฺ นมะ ศิวาย |
โอม ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระศิวะ
อารัมภกถา
( โปรดอ่าน )
สำหรับศาสนิกชนฮินดูที่แท้ ย่อมเคารพพระเป็นเจ้าทุกพระองค์โดยทั่วกัน เพราะเข้าใจว่าในสัจจะภาวะพระเป็นเจ้าทุกองค์ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน คำสอนทางศาสนาโดยเฉพาะในสายอไทฺวตเวทานตะอันมีท่านศรีอาทิศังกราจารย์ เป็นผู้สถาปนาให้มั่นคงนั้น เน้นย้ำว่าพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นองค์สัจธรรมสูงสุดนั้น ปราศจากคุณสมบัติใดๆ จะกล่าวขานหรือบรรยายด้วยถ้อยคำของมนุษย์ก็มิได้เพราะสภาวะดังกล่าวพ้นไปจากโลกสมมุติโดยสิ้นเชิง สภาวะนี้เรียกว่า “นิรคุณพรหมัน” คำว่า “พรหมัน” “อาตมัน” หรือ “ปรมาตมัน” เป็นคำที่พบได้บ่อยครั้งในปรัชญาอินเดีย ซึ่งหมายถึงสภาวะอันเป็นความจริงแท้ เป็นความจริงสูงสุด เป็นสารัตถะของสรรพสิ่งในจักรวาล คำๆนี้เป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของนักปราชญ์ทางศาสนาซึ่งต่างก็ตีความไปตามแนวทางของตน
ในสายอไทฺวตเวทานตะ นิรคุณพรหมันเป็นเอกภาวะเพียงอย่างเดียว หรือกล่าวได้ว่าเป็นความจริงหนึ่งเดียว แต่ด้วยเหตุผลอันสุดจะคาดเดาหรืออาจกล่าวตามอย่างโบราณาจารย์ว่าเป็นความบันเทิงของพระเป็นเจ้า นิรคุณพรหมันได้สำแดงตนออกมาให้เห็นเป็นพระเป็นเจ้าผู้มีคุณสมบัติต่างๆที่เรียกว่า “สคุณพรหมัน” หรือ “อีศวร” และยังทรงสำแดงออกมาเป็นจักรวาลแห่งวัตถุสสาร ด้วยพลังอำนาจ(ศักติ)ที่นอนเนื่องอยู่ในพระองค์อันเรียกว่า “มายา” เพราะความหลงในมายา สรรพชีวิตมิได้เข้าใจความจริงว่า หากเทียบกับสภาวะสูงสุดแล้วโลกและชีวิตภายนอกล้วนเป็นเพียงภาพเงา เป็นหมอกควัน และมิได้ตระหนักว่าตนเองเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงแท้ อันเป็นเอกภาวะ เป็นนิรันดรนั้น
โบราณจารย์เห็นว่ามนุษย์มีขีดขั้นแห่งสติปัญญาต่างกัน ดังนั้นท่านจึงเห็นควรที่จะให้มนุษย์ค่อยๆก้าวเดิน เริ่มจากความเข้าใจในเบื้องต้นไปสู่ความเข้าใจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นท่านจึงทำคำสอนให้อยู่ในรูปบุคลาธิษฐาน สคุณพรหมันนั้นถูกทำให้เป็นพระศิวะ ส่วนพลังมายาศักติได้กลายรูปมาเป็นพระแม่เจ้าอุมาฯ ดังที่เราจะเห็นว่าองค์พระแม่อุมาฯย่อมมีพระนามว่า “มหามายา” แลเราย่อมเรียกชายาของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ศักติ” อันหมายความว่าทรงเป็นสภาวะพลัง “แม่” หรือพลังแห่งการรังสรรค์โลก
เนื่องจากมนุษย์มีความสนใจอันหลากหลาย โบราณาจารย์จึงได้เสนอทางเลือกเพื่อความหลุดพ้นไว้หลายแนวทางตามแต่อุปนิสัยของแต่ละคน แนวทางหนึ่งคือหนทางแห่งภักดี (ภักติมารค) ได้แก่การมีศรัทธาอุทิศถวายความรักความภักดีแด่พระเจ้า ตามประเพณีแล้วชาวฮินดูมี “เทวะที่ตนเคารพรักเป็นพิเศษ” หรือ “อิษฺฏเทวตา” เพื่อตนจะได้มีปฏิสัมพันธ์ทางศาสนากับเทวะองค์นั้น
พระศิวะจัดว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่มีผู้เคารพรักมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ตามเทวตำนานกล่าวว่า พระองค์มีพระกรุณาสูงส่ง มีพระวรกายสีขาวชโลมด้วยเถ้าถ่าน(ภาสมะ) ทรงมุ่นมวยพระเกศาไว้บนพระเศียร ทรงทัดพระจันทร์เป็นปิ่น(จันทรเศขร) บนยอดพระเกศามีพระคงคาไหลวนอยู่(คงคาธร) มีสามพระเนตร(ตรีเนตร) พระเนตรตรงกลางพระนลาฏ(หน้าผาก)ถ้าลืมออกดูก็จะกลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ผลาญโลก ทรงมีสังวาลเป็นนาค พระศอมีสีนิล(นีลกัณฐ์)เพราะยาพิษที่ทรงเสียสละดื่ม ทรงนุ่งห่มหนังเสือหรือหนังช้าง มีสองพระกร บ้างก็ว่าสี่พระกร ทรงตรีศูลเป็นอาวุธสำคัญ มีพระอุมาฯเป็นชายา พระคเณศแลพระสกันทะ(ไทยเรียก-ขันธกุมาร อินเดียใต้เรียก-พระสุพรหมัณย์)เป็นโอรส มีพระนิเวศที่เขาไกรลาศ รูปที่นิยมทำคือรูปทรงเข้าสมาธิ เพราะทรงเป็นบรมโยคี บ้างก็นิยมทำเป็นรูปมีห้าพระพักตร์อันเป็นสัญลักษณ์แสดงมูลธาตุทั้งห้าของโลกคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอวกาศ
พระศิวะจัดเป็นหนึ่งในพระตรีมูรติ อันได้แก่พระเป็นเจ้าที่สำแดงออกมาเป็นสามคุณลักษณะ คือการรังสรรค์(พรหมา) การรักษาหรือดำรงอยู่(วิษณุ) แลการแตกดับทำลาย(ศิวะ) แต่ชนนิกรที่นับถือไศวะนิกายย่อมถือว่าพระศิวะเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด พระเป็นเจ้าแลเทวะทั้งหมดย่อมรวมอยู่ในพระศิวะ
คนไทยโดยทั่วไปรู้จักพระศิวะดี แต่ก็ในแง่ “เทพเจ้า” เท่านั้น เพราะมัวสาละวนอยู่แต่กับ
เทวตำนาน อิทธิปาฏิหารย์แลพิธีกรรมการบูชาบวงสรวงต่างๆ ที่จริงแล้วพระศิวะอาจเป็นที่รู้จักได้ในแง่อื่นๆ เช่นในแง่ปรัชญา เป็นต้นว่า “ศิวะ” คือองค์คุณแห่งสภาวธรรมชาติเดิมแท้ หรือความจริงสูงสุด ซึ่งปราศจากการนิยามใดๆ “ศิวะ” เป็นแต่คำเรียกด้วยความคุ้นชินของ “พระเป็นเจ้า” หรือ “สัจธรรม” เท่านั้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่ญาณกันเลย
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่าความศรัทธาแลความภักดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่ปัญญาญาณที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยความศรัทธาส่วนตนจึงดำริที่จะแปลบทสวดมนตร์จากภาษาสันสกฤตมาสู่ภาคไทยอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ พร้อมให้การอธิบายตามแนวทางที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเหมาะสม เพื่อที่ผู้อ่านจะได้รับทั้งรสแห่งศรัทธาแลเพิ่มพูนปัญญาไปพร้อมๆกัน หนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับอาจารย์ คือท่านปัณฑิตลลิต โมหัน วยาสแห่งเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช เห็นควรให้มีชื่อ “วิมุกโตทัย” (วิมุกฺต-ความหลุดพ้น + อุทย โผล่ขึ้น เช่นอาทิตย์อุทัย) แปลว่า “ความหลุดพ้นที่อุทัยขึ้น” เพราะหากเราเพ่งพินิศความหมายต่างๆอันปรากฏอยู่ในบทสวดมนตร์เหล่านี้ด้วยใจสงบ ความหลุดพ้นย่อมจะอุทัยขึ้นไม่ช้าก็เร็ว หวังใจว่าหนังสือนี้จะเป็นการเปิดประตูไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้นทั้งแก่ท่านผู้อ่านแลตัวข้าพเจ้า ส่วน “ศฺรีศิวสฺโตตฺราณิ” แปลว่า บทสวดสดุดีทั้งหลายแด่พระศิวะ
แม้ว่าในปัจจุบันผู้คนดูเหมือนจะสนใจเทพเจ้าแลศาสนาพราหมณ์ฮินดูมากขึ้น อาจเป็นเพราะกระแสนิยมจากสื่อภาพยนตร์แลคนบันเทิง เทวสถานแลที่สักการะก็ดูเหมือนคนไปบูชามากมาย หนังสือหนังหาก็มีล้นตลาด แต่หากลองไปสำรวจตามแผงหนังสือจะพบว่า หนังสือเกี่ยวกับเทพเจ้าที่วางขายล้วนเป็นแต่เรื่องเทวตำนานเน้นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ บ้างก็ให้ข้อมูลผิดๆถูกๆ บ้างก็ให้การบูชาบทสวดมนตร์ที่แปลไปมั่วๆตั้งกฏเกณฑ์เอาเอง ซ้ำร้ายหนังสือที่ว่าขายดีจนต้องพิมพ์ซ้ำก็มีข้อเสียที่ไปหลงเทววิทยาประยุกต์แบบฝรั่งมิจฉาทิฐิ ซึ่งจับโน้นชนนี้ผสมปนเปไปเรื่อยเปื่อย
การที่คนทั่วไปที่สนใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะชีวิตในสังคมปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะชีวิตในเมืองกรุง คนกรุงต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่หลายครั้งก็ทำไปอย่างเมามัว เห็นพระเป็นเจ้าเป็นตู้เอทีเอ็ม ที่จะกดเงินตอนไหนก็ได้ เห็นพระเป็นเจ้าเป็นบริษัทจัดหาคู่ เห็นพระเป็นเจ้าเป็นกองสลากขอเลขเด็ดๆตรงๆ เห็นพระเป็นเจ้าเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยากจะเข้าฯลฯ
ยังไม่นับพวกที่อยากจะไปเกี่ยวดองเป็นญาติกับพระเป็นเจ้า เรียกปู่บ้างย่าบ้าง เรียกพ่อเรียกแม่กันไปเรื่อยเปื่อย แม้ว่าพระเป็นเจ้าจะทรงพระกรุณามาก พระองค์อาจรักเราเช่นบุตร เช่นเพื่อน แต่เราควรอ่อนน้อมว่าตนเป็นเพียง “ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อย” ไม่ควรอหังการอวดตนไปนับญาติกับพระเป็นเจ้า
ในเรื่องการขอพร ข้าพเจ้ามิได้เห็นว่าเราจะขอพรจากพระเป็นเจ้าไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ศาสนาพราหมณ์ ฮินดูทุกสำนักนิกายเชื่อเรื่อง “ กรรม” แม้จะมีรายละเอียดต่างจากพระพุทธศาสนาไปบ้าง ตรงที่ศาสนาฮินดูเห็นว่า พระเป็นเจ้าเป็นผู้อำนวยให้กรรมดำเนินไปโดยสะดวกตามวิถีของมัน ดั่งฝนที่ตกลงมาช่วยให้พืชเติบโต แต่การที่พืชจะโตมาเป็นต้นอะไรย่อมอยู่ที่ตัวพืชนั้นเอง มิใช่ฝน เราทำสิ่งใดเราก็จะได้รับสิ่งนั้น แม้พระเจ้าจะทรงพระกรุณามากแต่ก็ทรงเป็นเพียงผู้เกื้อหนุนมิใช่ผู้บงการ
ดังนั้นขอให้เราจงบูชาพระเป็นเจ้าเพียงเพราะเรามีความปรารถนาที่จะบูชา มิใช่ความปรารถนาในลาภผล ความสุขสงบแห่งการบูชาเป็นผลอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับในทันที ส่วนสิ่งอื่นๆก็ขอให้เป็นสิ่งที่อยู่ในดุลยพินิศของพระองค์ สาวกที่แท้จริงย่อมไม่เรียกร้องสิ่งใดจากพระเจ้าด้วยการบูชาของตัว ข้าพเจ้าเห็นว่าอย่างมาก เราก็ควรขอแค่กำลังใจ ขอความอบอุ่นใจแลความสงบ เพื่อที่เราจักได้มีกำลังในการต่อสู้ของชีวิต

เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำต้องประกาศไว้ในที่นี้ คือ ศาสนาพราหมณ์ฮินดูไม่มีการทรงเจ้าเข้าผี พิธีการทรงเจ้าเข้าผีนั้นไม่มีอยู่ในคัมภีร์ใดๆทั้งของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นเรื่องที่พราหมณ์ผู้รู้พระเวททั้งปวงไม่ยอมรับ ท่านพระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าคณะพราหมณ์ ตัวแทนของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในประเทศไทยเคยกล่าวว่า การอ้างองค์เทพว่าตนมีภาวะอย่างนั้นอย่างนี้เทียบเท่าองค์เทพ ไม่อยู่ในแนวทางของความหลุดพ้น เป็นสิ่งไม่พึงกระทำ ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง แลรู้สึกรับไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ามิได้รังเกียจการทรงเจ้าเข้าผีแบบชาวบ้าน ซึ่งมีหน้าที่บางประการในชุมชนชนบทไทย เช่น การรักษาโรคตามภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือการรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน แต่รับไม่ได้กับการเอา “พระเป็นเจ้า”ในศาสนาไปเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ คนเหล่านี้ถ้าไม่หลอกลวงก็เป็นพวกมีสัญญาวิปลาสมีความผิดปกติในจิตใจตนเอง หรือไม่ก็เจ็บป่วย ทั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้หมายความว่าการดลใจโดยพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่นั่นย่อมเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ไม่สามารถบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง ดังเช่นที่บรรดาพระมุนีและโยคีต่างๆเคยประสบ
ขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้รับหนังสือนี้จดจำข้อนี้ให้ดี หากท่านเพิ่งจะเป็นผู้เริ่มสนใจก็ขอให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและพึงรู้ว่า เราสามารถเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้โดยไม่ต้องพึ่งคนทรงเจ้าหรือผู้วิเศษใดๆทั้งสิ้น
ในส่วนของการแปล บทสวดมนตร์ส่วนใหญ่มาจากหนังสือ Hymns And Prayers To Gods And Goddesses ของ Advaita Ashrama ซึ่งข้าพเจ้าแปลจากภาษาสันสกฤตเทียบกับภาษาอังกฤษ และยังได้บทสวดมนตร์อีกจำนวนหนึ่งจากเวปไซต์ http ://www.sanskrit.gde.to/ ซึ่งเป็นเวปไซต์เผยแพร่บทประพันธ์แลบทความต่างๆอันเกี่ยวเนื่องภาษาสันสกฤตที่ใหญ่ที่สุดในโลกไซเบอร์ โดยเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีเป็นวิทยาทาน นับว่าควรต้องแสดงความขอบพระคุณแลประกาศเกียรติคุณไว้ ในส่วนการแปลเพลงอารตี ตริคุณสวามี กิ อารตี ซึ่งเป็นภาษาฮินดี ข้าพเจ้าถอดศัพท์ตามวิธีการในพจนานุกรมภาษาฮินดี ของ ผศ.ดร.บำรุง คำเอก เพราะแม้ว่าจะใช้อักษรเทวนาครีเหมือนกันแต่ก็ถือว่าเป็นคนละภาษากับสันสกฤต ส่วนการออกเสียงนั้นใกล้เคียงกันสามารถศึกษาเทียบเคียงได้
บางท่านอาจบ่นว่าการถอดภาษาสันสกฤตสู่ภาคไทยของข้าพเจ้าอ่านได้ยาก มีจุดพินทุนิคหิตดูรุงรัง แต่ข้าพเจ้ารักษาการถอดภาษาสันสกฤตสู่ภาคไทยอย่างเคร่งครัด ซึ่งย่อมถูกต้องแลมีประโยชน์กว่าการถอดเอาตามอำเภอใจ เพราะการถอดตามหลักย่อมช่วยให้รู้รูปคำศัพท์เดิม หากได้ศึกษามาบ้างก็จะเห็นว่าช่วยให้เข้าใจความหมายได้ดี แลจะไม่เกิดอักขรวิธีวิบัติผิดเพี้ยน บางคนถอด “เวท” เป็น “เวดาร์” แม้จะออกเสียงใกล้เคียงภาษาเดิมแต่คนไทยรู้จัก “พระเวท” ดีจึงไม่จำเป็นต้องถอดเช่นนั้น ขนมลัฑฑูที่พระคเณศโปรด ก็ไปถอดเป็น ลาดูป นับว่าผิดไปไกล
ข้าพเจ้าได้แทรกวิธีการออกเสียงสันสกฤตอย่างสังเขป เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่าน ขอให้ตั้งใจศึกษา หากสงสัยประการใดก็สามารถสอบถามเอากับเจ้าของภาษาได้เพราะข้าพเจ้าได้ใส่อักษรเทวนาครีไว้ด้วย แลบทสวดมนตร์ต่างๆในหนังสือนี้ก็มักมีชาวอินเดียนำไปสวดประกอบดนตรีอัดลงเทปซีดีไว้มากมาย คงค้นหาตามร้านค้าของชาวอินเดียได้ไม่ยาก
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอกราบระลึกถึงท่านอาทิศังกราจารย์ผู้ประเสริฐ ขอกราบขอบพระคุณท่านปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส ผู้เป็น “ ครู” ของข้าพเจ้า ตลอดเวลาที่ได้เป็นศิษย์ท่าน แม้ท่านจะมีภารกิจมากมาย แต่ความกรุณาของท่านที่มีต่อข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ท่านปัณฑิต ศรีพรหมานันทะ ผู้เป็นทั้งอาจารย์และมิตร ท่านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ครูผู้เป็นแรงบันดาลใจทั้งมวลในชีวิต หากข้าพเจ้าพอจะมีความดีใดๆอยู่บ้างก็เพราะได้มีบุญพบกับท่านผู้นี้นี่เอง ท่านผศ.ทัศนีย์ สินสกุลผู้ให้ความรู้ทางภาษาสันสกฤตแก่ข้าพเจ้าแลช่วยตวรจทานความถูกต้อง ข้าพเจ้าตระหนักเสมอว่าตนเองเป็นเพียง “นักเรียนภาษาสันสกฤต” ที่ยังอ่อนด้อยอยู่มาก แต่เพราะมีศรัทธาแก่กล้าจึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่นับว่าเกินตัวเช่นนี้ ความผิดพลาดใดๆข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้แต่ผู้เดียว
ขอขอบคุณคุณลักษมี ผู้ที่คอยให้คำปรึกษาและให้ทุนสนับสนุนจำนวนมากหาก คุณศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยาที่กรุณาช่วยจัดรูปเล่ม คุณปวีณา วะน้ำค้างคุณพรรณรวี อิ่นคำที่ติดต่อประสานงาน เพื่อนๆพี่ๆทุกคนที่ไม่ได้เอ่ยนาม ทั้งช่วยเป็นกำลังใจแลทุนสนับสนุนเท่าที่จะช่วยได้ บางท่านอยู่ถึงต่างประเทศก็ยังอุตสาห์โทรศัพท์ให้กำลังใจแลส่งทุนมาช่วย น้ำใจของเพื่อนเป็นสิ่งงดงามเหลือเกิน ที่จะลืมไม่ได้เลยคือคุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำลังใจแลส่งเสริมลูกในทางที่ลูกต้องการจะเป็นเสมอ
ขอขอบพระคุณท่านผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์ทุกท่าน ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งใจมาก ขอทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ได้รับพระพรแห่งพระเป็นเจ้า คือความศานติโดยทั่วหน้ากัน หนังสือนี้เป็นการกุศลจึงไม่มีการจำหน่าย หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเพื่อเป็นวิทยาทานโดยไม่มีการดัดแปลงแก้ไขใดๆ ข้าพเจ้าก็ยินดี แต่โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบด้วย
โอมฺ นมะ ศิวาย
ศรีหริทาส
1907  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / กระดิ่ง Vs บัณเฑาะว์ เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:26:31
เคยสงสัยกันไม๊ครับเวลาไปเดินหาซื้อของบูชา ทำไมต้องมีกระดิ่ง ทำไมต้องมีบัณเฑาะว์ ไปเดินวัดแขกต่างๆ เห็นแต่เค้าใช้กระดิ่ง ไม่เห็นมีพรามหณ์คนไหนลั่นบัณเฑาะว์เลย (?)

http://www.natashascafe.com/images/photos/ganeshbell.jpg


**** กระดิ่งแบบฮินดูครับ ****
ระฆังหรือกระดิ่งนั้น สันสกฤต เรียกว่า ฆาณฏา (กันต้า) เป็นเครื่องมงคลอย่างนึง ถือว่ามีเทวดารักษาอยู่ (วาสตุเทวตา) เทวดาที่อยู่ในฆัณฏานั้น จะนำเอาคำอธิษฐานของเราไปสู่เทพเจ้าครับ และถือว่าเสียงของฆัณฏา จะขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป การใช้ฆันฏานั้น ในพิธีบุชา จะใช้ในขั้นตอน การถวาย ธูปและการถวายอารตี และหากเป็นการอารตี ในช่วงเวลาสันธยานั้น ฆัณฏาจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถือเป็นการประโคมในเวลาเช้า-เย็น ของชาวฮินดุครับ (ทำนองเดียวกับการย่ำยามของโบราณของไทย แต่มีนัยยะทางศานามากกว่า คือการประโคมเพื่อสักการระเทพเจ้าในเวลาศักดิ์สิทธิ์ของวัน)

http://cache.daylife.com/imageserve/08DS4PIbk5dLl/439x.jpg


และหากไปยังเทวสถานต่างๆในอินเดีย เค้าจะแขวนระฆังใหญ่ ก่อนเข้าไปในเทวสถานจะต้องสั่นระฆังก่อน เพื่อเป้นการขออนุญาติต่อเทพเจ้าในการเข้าไปยังเทวสถานครับ


http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ISGNgxwkZNPVVM:http://www.shalincraft-india.com/images/zoom/music/mainlarge/icon/damaru.jpg


ด้านบนแบบอินเดียครับ ด้านล่างเป็นแบบที่พราหมณ์ที่เทวสถานใช้ครับ

http://ad4444.exteen.com/images/Percussion/Hit33.gif


ส่วนบัณเฑาะว์ นั้น เป็นการเรียกในภาษาไทยครับ (ถ้าบัณเฑาะก์ แปลว่า คนมีสองเพศในคนเดียวครับ) สันสกฤตจะเรียกว่า ตาณฑวะ คับ (ตาณฑวะ ยังหมายถึงการร่ายรำตามจังหวะกลองครับ เช่น ศิวตาณฑว หายถึงการร่ายรำของพระศิวะครับ) ถือว่า เป็นเครื่องดนตรีของพระศิวะโดยเฉพาะครับ จัดเป็นเครื่องดนตรีหนังโบราณแบบหนึ่ง ดังนั้นเนื่องจากถือว่า เป้นเครื่องดนตรีของพระศิวะ จึงใช้ในการประโคมในเวลาอารตีเฉพาะพระศิวะ ในเทวสถานต่างๆของอินเดีย เช่น มหากาเลเศวร ก็จะมีการเขย่าบัณเฑาะว์ในเวลาอารตี คอบคู่ไปกับเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น ระฆัง ฉาบ และกลองใหญ่ (นครา) แต่ไม่ใช่บัณเฑาะว์ในการอารตีเทพเจ้าอื่นๆเลยครับ และนอกจากนี้ บรรดานักบวชสาธุที่นับถือพระศิวะ มักมีบัณเฑาะว์ติดตัว เพื่อใช้ในการสวดมนตร์ครับ

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/335/335/images/8.jpg


**** กระดิ่งแบบธิเบต ****
โดยมากฆัณฏา ที่ทำจากเนปาลและธิเบตนั้น มักจะเป็นฆัณฏาที่ใช้ในพระพุทธศาสนาวัชรยานครับ เพราะยอดด้านบนมักจะทำเป็นรูปวัชระ และบางครั้งมีการจารึก มนตร์ เช่น โอม มณี ปทฺเม ฮุม (มนตร์พระเชนเรสิก หรือพระอวโลกิเตศวร) ด้วยอักษร ธิเบต
ถ้าจะเอาให้ถูกต้องจริงๆไม่ควรนำมาใช้ในพิธีของฮินดูครับ แม้ว่าจะสวยงามและเสียงไพเราะ เพราะว่ามีคติคนละอย่าง(แต่ในเนปาลพระพุทธศาสนาและฮินดูนั้น ปนกันจบแทบแยกไม่ออก จึงมักมีการใช้ศาสนสถานร่วมกัน และวัสดุอุปกรณ์ทางศาสนาปนๆกัน) และ ฆัณฏาแบบฮินดูนั้นจะมีเทพเจ้าอยู๋บนยอดของฆัณฏา บางครั้งจะทำเป็นรูป นางฟ้าเล็กๆที่มีปีก( คือ ฆัณฏาเทวตา เทพที่นำคำอธิฐานของเราไปยังสวรรค์) หรือ บางครั้งก็เป็นพระคเณศ หรือพระโคนันทิก็มีครัยบ หรือบางครั้ง ก็ทำยอดเป็นแบบรูปตรีศูล(ไม่ใช่วัชระครับ) ถือว่าฆัณฏาแบบฮินดูมีเทวดาสถิตอยู่
ที่มา คุณหริทาส
ขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้ครับ
1908  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / ก่อนใส่รุทรักษะ((น้ำตาพระศิวะ)) เมื่อ: มกราคม 28, 2009, 08:23:22
ก่อนใส่รุทรักษะ((น้ำตาพระศิวะ)) ครั้งแรก เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลและทำให้รุทรักษะมีพลังนั้นควรผ่านพิธีอย่างถูกต้องโดยพราหมณ์อาจจะเป็นพรามหณ์ที่เทวสถาน, วัดวิษณุ, หรือที่เทพมณเฑียรก็ได้ครับ ตามสะดวก หรือถ้าไม่สะดวกก่อนทำการสวมใส่ผู้สวมใส่สามารถทำได้ด้วยตนเองด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ หาวันมงคล จากนั้น
ล้างรุทรักษะด้วยน้ำนมและน้ำสะอาด
ทาน้ำมันจันทน์ ถวายธูปและเครื่องหอม ((กำยาน))
สวดมนต์ โอม นะมะ ศิวะยะ 108 จบ
แล้วสวดมนต์เฉพาะของรุทรักษะแต่ละหน้าอย่างน้อย 9 จบ
หนึ่งหน้า
โอม นมัส ศิวายะ, โอม หรีม นมัส
สองหน้า
ชรี เการี ศานการะยะ นมัส , โอม นมัส
สามหน้า
โอ คลีม นมัส, โอม นมัส ศิวายะ
สี่หน้า
โอม ฮรีม นมัส
ห้าหน้า
โอม นมัส ศิวายะ , โอม หรีม นมัส
หกหน้า
สวามี การติเกยะ นมัส โอม หรีม ฮุม นมัส
เจ็ดหน้า
โอม มหาลักษมี นมัส โอม ฮุม นมัส
แปดหน้า
โอม ฮุม นมัส, โอม คเนศายะ นมัส
เก้าหน้า
นะวะ ทุรกายี นมัส, โอม หรีม ฮุม นมัส
สิบหน้า
ชรี นารายนายะ นมัส, ชรี วิชนุไวย นะมา โอม ฮรีม นะมาหะ
สิบเอ็ดหน้า
โอม ศรี รุทรายะ นมัส, โอม หรีม ฮุม นมัส
สิบสองหน้า
ศรี สุเว นมัส , โอม คราว คโรน ราว นมัส
สิบสามหน้า
โอม หรีม นมัส
สิบสี่หน้า
โอม นมัส ศิวายะ
หลังทำเสร็จแล้ว ขณะใส่รุทรักษะให้สวดมนต์ว่า "โอม นะมะ ศิวะยะ" เท่านี้รุทรักษะก็จะศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังคุ้มครองผู้สวมใส่ครับ
 
ที่มา
http://www.saranam.com/guide/?n=Rudraksha.Rudraksha
ขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ
 
1909  Hindu สนทนา / ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและอินเดีย / "พราหมณ์" เค้าปฏิบัติตนกันเช่นไร เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 15:55:43
ผมได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นมาบ่อยๆ ว่าสมัยนี้คนที่นับถือเทพเจ้าหลายคนอยากเป็นพราหมณ์ อยากคล้องสายยัญโยปวีต ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสายยัญโยปวีต เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนนั้นเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ จริงหรือไม่ที่ทุกคนที่มีสายยัญโยปวีต ต้องเป็นพราหมณ์ ตัวผมเองสังเกตุเห็นมาหลายเว็บ หลายสถานที่ ที่ปฏิบัติกิจพรามหณ์ โดยที่บางครั้งแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า จริงๆ แล้วพรามหณ์นั้นทำเป็นแค่สวดมนต์เหรอ ? ทำพิธีเป็นแค่นั้นใช่หรือไม่ ? โอ้ย !! แค่นั้นใครก็ทำได้ครับ แต่มาดูกันจริงๆ ดีกว่าว่า คนจะได้รับคำว่า "พราหมณ์" เค้าปฏิบัติตนกันเช่นไร

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload2/erawan%20shrine%20(2).jpg


พรามหณ์จากเทวสถานโบสถ์พราหมณ์
มาดูหลักปฏิบัติของผู้เป็นพราหมณ์
พราหมณ์ คำว่าพราหมณ์ หมายถึง ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับพระพรหม พระเวท และอาตมัน ซึ่งจะเป็นพรมหณ์นั้นต้องมีลักษณะ 11 ประการตามธรรมชาติ ดังต่อไปนี้
1. ศม หมายถึง สภาพที่ภายในจิตใจไม่มีความยุ่งยาก หรือปั่นป่วนด้วย กาม โกรธ โลภหรือหลง (โมหะ) แม้แต่ประการใด เป็นธรรมชาติของเขาเช่นนั้นแม้ตั้งแต่วัยเด็กมา ความวิกลวิการยุ่งยากปั่นป่วนภายในจิตใจของบุคคลเช่นนี้ก็ไม่เกิดง่าย
2. ทม หมายถึง สภาพที่จิตใจได้รับการระงับไว้แล้ว กล่าวคือรู้จักข่มจิตใจของตนด้วยความสำนึกในเมตตาและมีสติอยู่เสมอ รู้จักมีจิตใจอดกลั้นไม่ปล่อยให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ง่ายๆ
3. ตป แปลตามศัพท์แปลว่า ความร้อน หรือ การร้อน แต่ในที่นี้มีความหมายว่าฝักใฝ่แต่ในความประพฤติในอันที่จะหาความรู้ หาความจริงและพยายยามแต่จะให้ประสบผลสำเร็จในการหาความรู้และความจริงนั้น ไม่ว่าจะต้องผจญกับความยากลำบากสักเพียงไร ก็พยายามพากเพียรจนสำเร็จผลลงให้จงได้
4. เศาจ แปลตามศัพท์ว่า ความบริสุทธิ์ หมายถึง การทำตนเองให้เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ทั้งจิตใจและร่างกายนั่นเอง
5. สนโตษ หมายถึง สภาพที่พอใจ หรือมีความสุขอยู่แล้วในทางสันติ
6. กษมา หมายถึง ความอดกลั้น หรือความอดโทษ กล่าวโดยย่อก็คือ (สงบ) มีความพากเพียรพยายามและอดทน โดยถือเอาความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้งนั่นเอง
7. สรลตา แปลว่า ความซื่อหรือความตรงโดยนิสัย คือทั้งพูดตรงและทำตรง
8. ชญาน แปลว่า ความรู้ ความเห็น ความชอบ ความถูกต้อง หรือความวิเวก ในที่นี้ หมายถึงความชอบทางการศึกษาหาความรู้นั่นเอง
9. ทยา หมายถึง ความมีเมตตากรุณาต่อชีว (ะ) ทั้งหลาย
10. อสติกตา ได้แก่ การมีความเชื่อถือ ไว้วางใจ และมอบความจงรักภักดีไว้ต่อพระพรหมนั่นเอง
11.สตย แปลตามศัพท์ว่า จริงหรือความจริง หรือศุทธมติ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ใจ) หรือความเห็นอันสุจริต กล่าวคือควรแสดงความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน จนถึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจกันและเชื่อใจกันได้โดยไม่คิดคดทรยศต่อกันอีกต่อไป

ที่มา http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=321977&chapter=12
ขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ  :D
1910  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / พระพลราม (Balrama) เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 15:42:53
พระพลราม (เพื่อนชาวอินเดียผมเรียกว่า "บัลราม")
(( พี่ชายแห่งองค์พระกฤษณะ หรือ เป็นอีกอวตานหนึ่งแห่งองค์พระวิษณุ ))
ท้าวอุรุเสนปกครองที่เมืองมธุรา มีธิดาชื่อว่าพระนางเทวกี พระนางเทวกี มีสวามีคือท้าววสุเทพ และมีพี่ชายหนึ่งคนชื่อ ท้าวกังษะและท้าวกังษะนี้เองเป็นผู้บังคับให้นางเทวกีเข้าพิธีอภิเสกกับท้าววสุเทพ ครั้งหนึ่งท้าวกังษะขณะออกป่าล่าสัตว์ ได้มีฤาษีทักท้าวกังษะว่าบุตรชายคนที่ 8 ซึ่งเกิดจากพระนางเทวกีจะเป็นผู้สังหารพระองค์ ท้าวกังษะเป็นกังวลอย่างมาก จึงตั้งใจว่าจะกลับไปฆ่าพระนางเทวกีทิ้งเสียให้หมดเรื่องหมดราว จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องบุตรอันเกิดจากพระนาง เมื่อฆ่าแม่ทิ้งเสียบุตรจะเกิดมาได้อย่างไร แต่ด้วยคำอ้อนวอนจากวสุเทพเพื่อนรัก ท้าวกังษะ จึงจับพระนางเทวกี, ท้าววสุเทพ และ ท้าวอุรุเสน ขังคุก เมื่อพระนางเทวกีมีบุตร ท้าวกังสะก็จับฆ่าเสีย ถึงขณะนี้ท้าวกังสะสังหารบุตรของพระนางเทวกีไปแล้วหกพระองค์ จนกระทั่งพระนางเทวกีตั้งท้องพระโอรสองค์ที่เจ็ด ด้วยอำนาจแห่งพระวิษณุเทพ พระองค์ทรงเคลื่อนย้ายพระครรภ์ ให้บุตรองค์ที่เจ็ดนี้แทนที่จะประสูติจากพระครรภ์ของพระนางเทวกี กลับไปอยู่ในพระครรภ์ของพระนางโรหิณีแทน ((บางตำราบอกว่าพระนางโรหิณีเป็นพี่สาวของพระนางเทวกี แล้วเอาเด็กอื่นไปสลับสับเปลี่ยน)) เมื่อพระนางโรหิณีให้กำเนิดพระโอรสผู้ดูแกร่งกล้าและมีพลัง หน้าตาสะอาดหมดจดเกลี้ยงเกลา จึงให้พระนามแก่พระโอรสองค์นี้ว่า "พลราม"

http://bharatiyakisansangh.org/bharatiya-kisan-sangh-images/balram-single.jpg


ส่วนโอรสองค์ที่ 8 ((พระกฤษณะ)) ที่กำเนิดจากพระนางเทวกีนั้นท้าวสวุเทพเอาไปสลับสับเปลี่ยนกับเพื่อนชื่อนันทะ กับ นางยโสธรา ให้เลี้ยงแทน ตามรายละเอียดกระทู้นี้ http://g1.buildboard.com/viewtopic.php/552/14359/17563/0/
หลังจากนั้น พระพลราม กับพระกฤษณะก็เจริญวัยขึ้นมาด้วยกัน พวกเขาเป็นที่รักของทุกคนในเมือง พวกเขาใช้เวลาไปกับการเที่ยวเล่นสนุกสนาน

http://www.krishna.org/images/Krishna/Krsna_Balarama_cows.jpg


http://www.scsmath.com/memories/06b/060809-Utah-Baladevs-Apprnce/gopala_krishna_balarama2.jpg


หลายปีต่อมาเมื่อท้าวกังษะทราบความจริงว่าบุตรแห่งพระนางเทวกียังไม่สิ้นชีวิต จึงหมายจะสังหารจึงได้ส่งอสูรเดนุกัน โดยให้ปลอมตัวเป็นลา เดนุกันวิ่งไล่ล่าพระพลรามและพระกฤษณะไปในป่า สองพี่น้องทราบว่าลานั้นเป็นอสูรที่คิดจะกำจัดตนจึงหาอุบายจะจับเดนุกัน จนท้ายที่สุดพระพลรามจับเดนุกันได้ ยกลาขึ้นและจับฟาดไปกับต้นไม้จนเสียชีวิต



เมื่อท้าวกังสะรู้ว่าเดนุกันตาย จึงสั่งให้ พระรัมบัน ปลอมตัวเป็นเด็กเข้ามาหมายสังหารสองพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง แต่พระกฤษณะและพระพลรามทราบว่านี่คืออสูรปลอมตัวมา อสูรที่ปลอมเป็นเด็กนั้นได้เล่นกัน ((บ้านเราคงเหมือนขี่ม้าส่งเมือง)) ยกพระพลรามขึ้นเหนือบ่า แล้ววิ่งตั้งใจจะเอาไปถวายแก่ท้าวกังษะ เมื่อไปได้ครึ่งทางพระพลรามแกล้งบันดาลให้ตัวหนักขึ้นๆๆ จนกระทั่ง พระรัมบัน แบกต่อไปไม่ไหว ทิ้งร่างพระองค์ลงกับพื้นแล้วแปลงร่างกับเป็นอสูรดังเดิม เมื่อเห็นดังนั้น พระพลรามจึงต่อสู้กับพระรัมบัน จนท้ายที่สุดอสูรนั้นก็ถูกฆ่าลง

http://moralstories.files.wordpress.com/2006/06/pralamba-3.jpg


ต่อมาก็ได้ร่วมกับพระกฤษณะ ช่วยท้าวอุรุเสน พระนางเทวกี และท้าววสุเทพออกจากที่คุมขังของท้าวกังสะ พระกฤษณะฆ่าท้าวกังสะตาย
และพระพลรามก็มีบทบาทสำคัญในสงครามมหาภารตะยุทธ์อีกด้วย

ที่มา http://www.vengadesa.com/avatharam/baby.htm
ขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ
1911  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / กฤษณะ จายันติ ((วันประสูติพระกฤษณะ)) เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 15:26:48
กฤษณะ จายันติ ((วันประสูติพระกฤษณะ))
ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี ((วัดแขกสีลม))

พระวิษณุเทพ มีหลายภาคหลายอวตาน ซึ่งแต่ละอวตานนั้นพระองค์ลงมาเพื่อช่วยปราบอสูร และยุคเข็ญทั้งหลาย
และมีอยู่อวตานหนึ่งซึ่งพระองค์ถือกำเนิดจากพระวสุเทพ และพระนางเทวกี เทศกาลกฤษณะจายันติ เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระกฤษณะ ซึ่งเทศกาลนี้
ถือได้เป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อีกเทศกาลหนึ่งของเหล่าผู้นับถือศาสนาฮินดู เทศกาลนี้มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น โกกุน อัสมิ, กฤษณะ อัสมิ, ศรีจยันติ
กำเนิดพระกฤษณะ
พระราชาศูรปกครองชาวสุรเสนในนครมธุรา มีลูกด้วยกันสองคน คนโดเป็นผู้ชายชื่อเจ้าชายวสุเทพ อีกคนเป้นลูกสาวชื่อเจ้าหญิง กุณตี ท้าวอุรุเสนนั้นมีลูกมากซึ่งลูกที่เป็นรัชทายาทและเกเรมากชื่อว่า ท้าวกังษะ ตอนหลังได้จับพ่อไปขังและขึ้นครองราชย์แทน ด้วยความที่ท้าวกังษะนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมทารุณกลัวว่าท้าววสุเทพเพื่อนรักนั้นจะไม่ช่วยเหลือคนในการครองราชย์บ้านเมืองจึงยกน้องสาวชื่อ นางเทวกี ((ท้าวกังษะ มีน้องสาวสองคน คือ นางเทวกีและนางโมหิณี) และก็ได้อยู่ช่วยงานท้าวกังษะ ซึ่งยังความเดือดร้อนแก่คนในเมืองเป็นอย่างมาก ต้องส่งส่วยนมเนยทุกวัน
วันนึงท้าวกังษะกำลังจะออกประภาสป่าก็ได้มีฤาษีตนหนึ่งมายืนตัดหน้าแล้วบอกว่าเรามาที่นี่เพื่อจะบอกว่า " ลูกชายคนที่ 8 ของท้าววสุเทพที่เกิดกับพระนางเทวกีน้องสาวของท่านจะเป็นคนฆ่าท่าน”
พอท้าวกังษะได้ยินดั่งนั่นก็ได้เกิดวิตกจึงได้สั่งให้จับท้าววสุเทพกับพระนางเทวกี ขังคุกด้วยกัน พอสองคนอยู่ด้วยกันในคุกปีแรกก็ได้ให้กำเนิดลูกชายท้าวกังษะจึงสั่งให้เอาลูกชายนั้นไปฆ่าทิ้ง จนกระทั่งถึงคนที่ 7 พระนางเทวกีก็กำลังจะออกลูกพระนางโลหิณีซึ่งเป้นพี่สาวก็ได้เสด็จมาที่คุกแล้วบอกว่าลูกคนที่ 7 นี้เราจะเอาไปเลี้ยงเองแล้วก็เอาเด็กคนอื่นไปให้ท้าวกังษะฆ่าทิ้งแทน ซึ่งลูกคนที่ 7 นี้ชื่อว่า พลราม เป็นพี่ชายของพระกฤษณะ
เมื่อเวลาผ่านไปพระนางเทวกีเริ่มท้องอ่อนๆ ท้าวกังษะก็สั่งให้ควบคุมอย่างเข้มแข้ง ในระหว่างนั้น ท้าววสุเทพก็ได้แอบติดต่อกับเพื่อนซึ่งเป้นคนเลี้ยงวัวจากในคุก ซึ่งเพื่อนคนนี้ชื่อว่า นันทะ แล้วนันทะนี้ก็มีเมียชื่อยโสธารา ซึ่งได้แต่งงานและกำลังตั้งท้องในเวลาไล่เลี่ยกันในคืนที่กระนางเทวกีคลอดลูกคนที่ 8 ออกมา


 
ภาพ ยโสธารา กับพระกฤษณะ
ฝนตกหนัก ประตูคุกที่เคยปิดก็เปิดออกโซ่ตรวนที่เคยมีก็หลุดลง ท้าววสุเทพก็จึงได้แอบออกมาหา นันทะที่เมืองโกกุนซึ่งอยู่ติดๆกัน แต่อนิจจาฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำยมุนาก็หนุนขึ้นสูง ท้าววสุเทพซึ่งลุยน้ำแบบจวนเจียนที่จะจมเต็มทีน้ำจากแม่น้ำที่ขึ้นสูงจนถูกตัวลูกของท้าววสุเทพปุ๊บก็ได้เกิดอัศจรรย์คือน้ำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
http://www.vengadesa.com/avatharam/us/K_Umbrila.jpg

ท้าววสุเทพจึงเดินทางได้สะดวกขึ้นครั้นพอเมื่อวสุเทพมาถึงบ้านของนันทะเมียของนันทะเองก็เพิ่งจะคลอดลูกสาวออก นันทะจึงบอกให้ท้าววสุเทพเปลี่ยนตัวลูกกัน ลูกของท้าววสุเทพนันทะก็ได้เอาไปเลี้ยง ส่วนลูกสาวของนันทะนั้นก็ถูกพากลับไปสู่คุก
พอท้าววสุเทพทราบว่าพระนางเทวกีคลอดเรียบร้อยแล้วท้าวกังษะก็ได้เดินทางมายังคุกหมายจะฆ่าลูกชายคนที่ 8 แต่ก็ต้องแปลกใจว่าพระนางเทวกีนั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงใจหนึ่งก็ดีใจว่า คำสาปของฤาษีนั้นคงจะไม่เป้นจริงเพราะลูกที่เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เพื่อความแน่ใจท้าวกังษะก็หมายจะฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ทิ้งเสีย กำลังเงื้อดาบอยู่นั้นเองก็ได้มีเสียงร้องจากอากาศมาว่า " อย่า..... " ท้าวกังษะตกใจผลันโยนเด็กน้อยขึ้นบนฟ้าพลันนั้นเด็กน้อยก็ได้หายวับไปกับตา ท้าวกังษะก็ค่อยปลงใจเพราะคิดว่าคำสาปคงจะไม่เป้นจริงแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจก็สั่งให้ฆ่าทารกเพศชายที่เกิดในวันนี้ทั้งเมือง
เด็กชายเติบโตในหมู่บ้านที่อยู่นอกเมือง รอดตายมาได้ ชื่อว่า กรรณหา เติบโตอยู่ในหมู่บ้านโกกุน มีลักษณะแปลกเด็กคือเป้นเด็กขี้เล่นร่าเริง หน้าตาดี เป่าขลุ่ยได้ทั้งวันยังความเอ็นดูแก่คนอื่นที่พบเห็น และมีเรื่องหน้าแปลกว่าถ้ากรรณหา(หรือพระกฤษณะ) ลักขโมยกินนมเนยและเอามาเผื่อแผ่เด็กกลุ่มเดียวกันจากบ้านไหน วัวบ้านนั้นจะให้น้ำนมมากกว่าเดิม พอชาวบ้านเรื่องชาวบ้านก็เลยออกอุบายบอกใบ้ที่เก็บนมและเนยในบ้านตนเพื่อให้กรรณหามาลักไปแจกเด็กๆในหมู่บ้านเพื่อที่วัวของตนจะให้น้ำนมมากขึ้น
พระกฤษณะก็ได้อยู่ในหมุ่บ้านนี้ได้ 11 ปีจนมาวันหนึ่ง ได้พบเห็นการถวายนมเนยแก่พระอินทร์ กรรณหาก็แปลกใจและถามว่า " เหตุใดจึงต้องบูชาพระอินทร์ด้วยเล่า พระองค์ไม่เห็นทำอะไรเลย ทำไมไม่บูชาวัว ซึ่งให้นมและเนยกับพวกเรา ทำไม่บูชาหญ้าซึ่งเป้นอาหารของวัว หรือทำไมไม่บูชาภูเขาโควัฒนะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความร่มรื่นและป่าไม้ควาอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้าน "
พระอินทร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ เกิดโมโห จึงสาปให้ฝนตก 7 วัน 7 คืน พระกฤษณะก็จึงแสดงปาฎิหารย์ด้วยการใช้นิ้วเดียวยกภูเขาโควัฒนะขึ้นมาบังท้องฟ้าเอาไว้ ถึงฝนจะตกแต่หมู่บ้านก็เสียหายน้อยลง
http://www.vengadesa.com/avatharam/us/K_Mount.jpg

จนพระอินทร์นั้นยอมแพ้และมาทราบภายหลังว่ากรรณหานั้นคือพระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพระกฤษณะ จึงได้ขอขมาหลังจากที่แสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว กฤษณะจึงบอกกับชาวบ้านไปว่า ต่อจากนี้ไปไม่ต้องส่งส่วยนมเนยไปให้ท้าวกังษะแล้ว
ครั้นพอท้าวกังษะทราบเรื่องว่าเมืองโกกุนนำโดยพระกฤษณะนั้นแข็งข้อและทราบว่าพระกฤษณะนั้นเป็นหลานคนที่ 8 ที่เล็ดรอดหนีไปได้ ท้าวกังษะจึงได้ทำกลอุบายให้ไปเชิญมายังเมือง โดยระหว่างที่พระกฤษณะติดตามข้าราชบริพานของท้าวกังษะกลับมายังเมืองนั้น ลูกน้องของท้าวกังษะก็ได้ปล่อยช้างศึกตกมัน หมายเข้าขยี้พระกฤษณะ พระกฤษณะก็จัดการหักงวงหักงา ช้างศึกตกมันตัวนั้นเสียอย่างง่ายดาย ท้าวกังสะปล่อยสิงห์โตออกมาก็ถูกกฤษณะฆ่าตายอีก
พอพระกฤษณะเข้ามายังเมืองก็ได้เจอกับท้าวกังษะและได้ต่อสู้กับท้าวกังษะ
เมื่อพระกฤษณะฆ่าท้าวกังษะผู้เป็นลุงแล้วประชาชนก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง พระกฤษณะกับพลรามพี่ชายก็รีบไปที่คุกและปล่อยพระเจ้าตา คือท้าวอุรุเสน พ่อซึ่งก็คือท้าววสุเทพและแม่คือพระนางเทวกีแล้วก็เชิญท้าวอุรุเสนผู้เป็นตาขึ้นครองราชย์ต่อไป


พระกฤษณะนั้นก็ได้ออกเดินทางไปร่ำเรียนวิชาและผจญภัยอยู่จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและได้กลับมาที่เมืองต่อมาได้เกลี้ยกล่อมให้ย้ายเมืองจากที่เดิมไปตั้งรกรากใหม่ ชื่อว่า ทวารกา

แหล่งที่มา
bloggang ของคุณ vet 53 สำหรับ ข้อมูลกำเนิดพระกฤษณะ
http://www.naturemagics.com, http://www.vengadesa.com/avatharam สำหรับภาพครับ
ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ครับ
1912  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / วันสำคัญทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 15:18:30
วันสำคัญทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สรุปมาจากหนังสือประวัติและหลักธรรมศาสนาพราหมณ์ฮินดู (2529)นะครับ เรื่องวันเป็นปฏิทินตามจันทรคติ ดังนั้นของไทยและอินเดียจึงอาจตรงกันบ้างหรือไม่ตรงกันบ้าง เช็คดูเอาในแต่ละปีนะครับ

*********************************************************************
เดือน 5
(เริ่มต้นศักราช ตามปฏิทินโหราศาสตร์)
วันขึ้น 1 ค่ำ - 9 ค่ำ เดือน 5 นวราตรี

เดือน 6
วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 อกษัตยริติยา
วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 นฤสิงหจตุรทศี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ไวศาขีปูรณิมา

เดือน 7
วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 คงคาทศมี
วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 นิรชลาเอกทศี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เชษฐีปูรณิมา

เดือน 8
วันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 รถยาตรา
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คุรุปูรณิมา หรือ วยาสปูรณิมา

เดือน 9
วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 นาคปัญจมี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ศราวณีปูรณิมา
วันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 คเณศจตุรถี
วันแรม 6 ค่ำ เดือน 9 หลษัษฐี
วันแรม 8 ค่ำ เดือน 9 ศรีกฤษณะชนมาอัฏฐมี
วันแรม 15 ค่ำ เดือน 9 กุโศตปาฎนีอมาวสยา

เดือน 10
วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 10 หรตาสิกาตฤติยา
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 มหาลัยปูรณิมา

เดือน 11
วันขึ้น 1 ค่ำ - 9 ค่ำ เดือน 11 นวราตรี
วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 11 วิชยาทศมี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ศรทปูรณิมา
วันแรม 13 ค่ำ เดือน 11 อันเตรัส
วันแรม 14 ค่ำ เดือน 11 นรกจตุรทสี
วันแรม 15 ค่ำ เดือน 11 ทีปมาลิกา หรือ ทีวาลี

เดือน 12
วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 อันนกูฏะ
วันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ยมทวิตีตา หรือ ภราตฤทลตียา
วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 วามนทวาทศี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ไวกุณฐจตุรทศี

เดือนยี่
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ศารทียปูรณิมาที่สอง หรือ การติกีปูรณิมา
วันขึ้น 6 ค่ำ - วันแรม 6 ค่ำ เดือน 2 พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย

เดือน3
วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 วสันตปัญจมี
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มาฆีปูรณิมา
วันแรม 14 ค่ำ เดือน 3 ศิวาราตรี

เดือน 4
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 โหลีปูรณิมา
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 โหลี หรือ โหลา หรือ ผคุวา
วันแรม 14 ค่ำ เดือน 4 วันสิ้นปีตามปฏิทินโหราศาสตร์

วันพระของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ได้แก่ วันแรมและขึ้น 8 11 และ 15 ค่ำ

นอกจากนี้ ยังมีวันสงกรานต์ อีก 2 วัน ได้แก่
วันที่ 13 เมษายน เรียก เมษสงกรานติ หรือ สตุสงกรานติ
วันที่ 14 มกราคม เรียก มาฆสงกรานต์

อธิบายวันไล่ไปเลยนะครับ เอาแบบสรุปย่อๆนะครับ

--------------------------------------------------------
นวราตรี
เป็นการบูชาพระอุมาในแต่ละปาง รวม 9 ปาง มีด้วยกัน 2 ช่วงใน 1 ปี คือเดือน 5 และเดือน 11 เริ่มต้นการบูชาจาก 1.ไศลปุตรี 2.พรหมจาริณี 3.จันทรฆัณฎา 4.กูษมาณฑา หรือ ทุรคา 5.สกันทมาตา 6.กาตยายนี 7.กาลราตรี หรือ กาลี 8.มหาเคารี 9.สิทธิทาตรี

อกษัตริติยา
เชื่อว่าหากทำบุญใดในวันนี้ผลบุญนั้นจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และวันนี้ปางที่ 5 ของพระนารายณ์(ปรศุราม) จะมาปรากฏ

นฤสิงหจตุรทศี
วันปรากฏของพระนารายณ์ปางที่ 3 หรือ นฤสิงห์ มีการประกอบพิธีบูชาพระนารายณ์วันนี้เพื่อพิชิตศัตรู

ไวศาขีปูรณิมา
วันศูนย์กลางของสงกรานต์ เป็นวันที่มีความสำคัญมาก ถือเป็นวันแรกของปีประชาชนทำพิธีบูชาไฟและทำบุญตามประเพณีของตระกูล หากสถานที่แห่งใดมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ต้องจัดการแห่พระพุทธรูปนั้น

คงคาทศมี หรือ คังคาทสหรา
เป็นวันแรกที่แม่น้ำคงคาไหลลงสู่โลกมนุษย์ มีการจัดเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น แข่งเรือ ว่ายน้ำ

นิรชลาเอกทศี
วันบูชาพระนารายณ์ โดยการอดอาหารและน้ำ 24 ชั่วโมงงดดื่มน้ำและรับประทานอาหารทั้งสิ้น

เชษฐีปูรณิมา
วันเริ่มจากจตุรมาส วันเริ่มต้นการเข้าพรรษา 4 เดือน สันยาสีต้องอยู่ประจำที่เป็นระยะเวลา 4 เดือน งดการเดินทาง เพราะเป็นฤดูฝนไปมาไม่สะดอก อีกทั้งฤดูนี้มีแมลงต่างๆเกิดขึ้นมาก กลัวเดินเหยียบย่ำสัตว์ให้ตาย จะเป็นบาปติดตัว

วันรถยาตรา
มีการนำรูปปฏิมาพระนารายณ์แห่ในเขตหมู่บ้าน เพื่อให้คนบยูชา เชื่อว่าผู้มีโอกาวสได้บูชาพระรูปนั้นจะมีความสุขความเจริญ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

คุรุปูรณิมา หรือ วยาสปูรณิมา
เป็นวันบูชาครูบาอาจารย์ มหาฤาษีวยาส ได้รับความสำเร็จในการแต่งตำรา เป็นวันเริ่มต้นเขียนตำรา เป็นวันเขียนตำราจบ และเริ่มสอนศิลปวิทยาความรู้ต่างๆแก่ศิษย์ทั้ง 3 วาระ

นาคปัญจมี
วันนี้มีการบูชาพญานาค โดยน้ำนมให้งูและพญานาคกิน เชื่อว่า ถ้างูกินนมของผู้ใด งูจะไม่ทำอันตรายใดๆแก่คนในครอบครัวนั้นๆตลอด 1 ปี และในวันนี้จะมีการแสดงศิลปะทางกายและอาวุธ เช่น มวยปล้ำ ฟันดาบ เป็นต้น

ศราวณีปูรณิมา
เป็นวันสำคัญโดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์ รวมถึงวรรณะอื่นๆด้วย มีพิธีกรรม 2 ช่วง ช่วงเช้าพราหมณ์จะไปสู่แม่น้ำสายต่างๆ ทำพิธีทางพระเวทถึงบ่าย โดยต้องอยู่ในน้ำตลอดการอ่านพระเวท อุทิศกุศลแก่บรรพบุรุษทุก ๆ คนในตระกูลของตน ตอนเย็นจะมีศิษยานุศิษย์มาหาพราหมณาจารย์ มีการผูกด้ายข้อมือแก่ศิษย์ ประเพณีสมัยใหม่น้องหรือพี่สาวจะมีการผูด้ายให้แก่พี่หรือน้องชายด้วย

คเณศจตุรถี
เป็นวันบูชาพระคเณศ ผู้บูชาต้องอดอาหารตลอดวันจนกว่าจะทำพิธีเสร็จ

หลษัษฐี
วันบูชาพระสุริยเทพ และพี่ชายพระกฤษณะ ชื่อ พลเทพ อันเป็นอวตารของพญานาค

ศรีกฤษณะชนมาอัฏฐมี
ฉลองวันอุบัติของพระกฤษณะอย่างใหญ่โต ผู้เคร่งครัดจะมีการอดอาหารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน เมื่อบูชาพระกฤษณะเสร็จในเวลาเที่ยงคืนจึงมารับประทานอาหาร

กุโศตปาฎนีอมาวสยา
พราหมณ์จะใช้ให้ศิษยานุศิษย์ไปเก็บหญ้ากุศะ เพื่อมาใช้ในพิธีต่างๆ ซึ่งปกติการเก็บหญ้ากุศะในวันอื่นๆ จะใช้ได้เพียง 24 ชั่วโมง แต่หญ้ากุศะที่เก็บในวันนี้จะนำมาใช้ประกอบพิธีได้ตลอดปี

หรตาสิกาตฤติยา
วันที่พระศิวะเสด็จมาปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ของพระอุมา ขณะที่ทรงบำเพ็ญตบะให้พระศิวะมาแต่งงานกับพระนาง (ขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงาน) โดยพระศิวะสัญญาว่าจะแต่งงานกับพระนาง และให้พรว่าสตรีใดบำเพ็ญตบะในวันนี้จะได้สามีที่ดีและที่มีสามีแล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

มหาลัยปูรณิมา
ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำ รวม 16 วัน มีการจัดสักการะดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป โดยการเชิญพราหมณ์หรือสันยาสีมาฉันอาหารที่บ้าน ทั้งนี้จะต้องมีการกำหนดวันให้ตรงกับดิถีที่ตายของบรรพบุรุษ เช่น ตาย 3 ค่ำเดือน 7 ผู้ทำบุญก็เลือกเอาเฉพาะเลข 3 ในระหว่าง 16 วันดังกล่าว

นวราตรี (เดือน 11)
ความพิสดารมีอธิบายเช่นเดียวกับงานนวราตรีในเดือน 5

วิชยาทศมี
วันบูชาพระอุมาเทวี พระนามว่า วิชยาเทวี เป็นวันที่ได้รับชัยชนะสำเร็จเด็ดขาดของพระอุมาในการปราบมหิษาสุระ เชื่อว่าใครบูชาพระนางในวันนี้จะได้ชัยชนะตลอดปี และถือเป็นวันสำคัญของวรรณกษัตริย์ อาวุธทุกประเภทในบ้านเรือนจะต้องนำออกมาให้พราหมณ์เจิมเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้าน

ศรทปูรณิมา หรือ ศสศษปุรณิมา
ในเวลากลางคืนมีการทำพิธีบูชาพระนารายณ์ สิ่งของที่นำมาบูชาจะเป็นอาหารหรืออื่นใดก็ตาม จะต้องเป็นสีขาวล้วน การภาวนาในวันนี้ ให้ภาวนาในใจว่า วันนี้เป็นวันปราศจากเมฆหมอก ขอให้จิตใจของเราจงแจ่มใส ปราศจาก โลภะ โทสะ โมหะเถิด วันนี้จะเป็นวันครบรอบจตุรมาส พราหมณ์ พรหมจารี และสันยาสี จะออกเดินทางจาริกสั่งสอนประชาชน

อันเตรัส
วันนี้จะมีการทำพิธีบูชาพระลักษมี พระคเณศ พระกุเวร พระสรัสวตี พระอินทร์ เมื่อผู้ทำพิธีบูชาเสร็จแล้ว ต้องไปซื้อภาชนะหรืออาภรณ์ใหม่ๆ เชื่อว่า การซื้อของในวันนี้เป็นมงคล

นรกจตุรทสี
ในเวลากลางวันทำบูชาพระยายม ด้วยเครื่องสักการะ เวลากลางคืนจุดประทีปถวายพระยายม เชื่อว่าตายไปจะไม่ไปสู่นรก และวันนี้ถือกันว่าเป็นวันเกิดหนุมาน โดยจะมีการไปบูชาที่โบสถ์ที่มีการสถิตพระหรนุมาน ส่วนการบูชาพระยมกระทำกันที่บ้าน

ทีปมาลิกา หรือ ทีปาวลี หรือ ทีวาลี
มีการทำการบูชาเทพเจ้า 5 พระองค์ เหมือนวันแรม 13 ค่ำ เดือน 11 และถือว่าเป็นวันสำคัญของพระลักษมีด้วย การบูชาจะทำในเวลาเย็น โดยการจุดประทีปโคมไฟในบ้านตลอดคืนเพื่อต้องรับพระนาง เชื่อว่า เมื่อบูชาจะได้รับทรัพย์สินเงินทอง เชื้อโรคต่างๆจะถูกทำลายด้วยดวงประทีป วันนี้เป็นวันสำคัญของวรรณะแพศย์

อันนกูฏะ
ผุ้ทำพิธีจะต้องนำอาหาร 56 อย่างไปถวายเทพเจ้าในเทวาลัยทุกแห่งเท่าที่สามารถไปได้

ยมทวิตียา หรือ ภราตฤทลตียา
วันนี้พี่ชายหรือน้องชาย ต้องไปรับประทานอาหารที่บ้านพี่สาวหรือน้องสาว ผู้ชายต้องนำของขวัญไปให้พี่สาวหรือน้องสาว เสร็จแล้วพี่สาวหรือน้องสาวก็เจิมดิลกที่หน้าให้พี่ชายหรือน้องชายด้วย

วามนทวาทศี
วันนี้เป็นวันประสูติของพระวามนะ ซึ่งเป็นปางที่ 5 ของพระนารายณ์ เชื่อว่าการบูชาพระวามนะจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญารุ่งเรือง

ไวกุณฐจตุรทศี
ทำการบูชาพระนารายณ์ ผู้ทำการบูชาแล้วเชื่อว่า ตายไปจะไปเกิดในโลกไวกุณฐะอยู่ร่วมกับพระนารายณ์ วันนี้มีการบูชาพระนารายณ์และพระศิวะสลับกัน ซึ่งตามปกติจะบูชาพระนารายณ์ด้วยใบกะเพราแดง และบูชาพระศิวะด้วยใบมะตูม แต่วันนี้จะถวายตรงกันข้าม การบูชาพระนารายณ์วันนี้จะได้ผลทางจิตใจ ส่วนการบูชาพระศิวะจะได้ผลทางวัตถุ

ศารทียปูรณิมา หรือ การติกีปูรณิมา
วันนี้เป็นการจัดการบูชาถวายพระนารายณ์ และถวายประทีปแก่เทพเจ้าทั้งหลายในเทวาลัยต่างๆ ทั้งบนฟ้าและในน้ำ

พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย
เป็นการประกอบพิธีบูชาพระศิวะและพระนารายณ์ เป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีเริ่มการเพาะปลูก ส่วนพิธีนี้จะจัดเมื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น จึงจัดธัญาหารและผลาหารถวายแด่เทพเจ้าเพื่อระลึกถึงพระคุณ

วสันตปัญจมี
วันนี้มีการบูชาพระสรัสวตี เพื่อให้ผู้บูชามีสติปัญญาดี และมีการบูชากามเทพ และพระนารายณ์ในวันนี้ด้วย เดือน 3 ถือเป็นเดือนแห่งหารทำบุญ ประชาชนจะพากันไปแม่น้ำทุกสาย เพื่ออาบน้ำล้างบาป

มาฆีปูรณิมา
วันนี้ผู้นับถือเทพเจ้าองค์ใดก็ตาม จะทำการบูชาเทพเจ้าองค์นั้น ถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากด้านการบูชาบุญกุศล

ศิวราตรี
วันนี้จะมีการบูชาพระศิวะตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการอดอาหารและอดนอนตลอด 24 ชั่วโมง วันนี้เป็นวันปรากฏของพระศิวะและวันอภิเษกสมรสของพระศิวะ เชื่อว่าการบูชาพระศิวะแล้ว จะได้คู่ชีวิตที่ดีและมีความสุขความเจริญ

โหลีปูรณิมา
วันนี้จะมีการนำของสกปรกออกจากบ้านรวมไว้ที่ใดที่หนึ่งแล้วทำการเผา ขณะเผาจะมีการร้องเพลงที่เรียกว่าเพลงโหลี

โหลี หรือ โหลา หรือ ผคุวา
มีการฉลองด้วยการเล่นสาดสีต่างๆ เชื่อว่าเล่นสาดสีกัน เชื้อโรคต่างๆจะหมดสิ้นไป ส่วนมากถือว่าวันนี้เป็นวันตรุษอินเดีย เป็นวันสำคัญของวรรณะศูทร แต่ผู้คนก็ร่วมสนุกกันทุกวรรณะ

วันพระของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
โรงเรียน สถานศึกษา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่สอนคัมภีร์พระเวทต้องหยุดวันพระเดือนละ 6 วัน

นอกจากนี้ ยังมีวันสงกรานต์ อีก 2 วัน ได้แก่
เมษสงกรานติ หรือ สตุสงกรานติ
มีการจัดบูชาถวายพระนารายณ์ ทำบุญด้วยขนมสตุและน้ำ บางแคว้นเช่น แคว้นปัญจาบจะถือว่าเป็นวันปีใหม่ เพราะเป็นเดือนที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จ จึงฉลองปีใหม่ด้วยเลย

มาฆสงกรานต์
มีการนำข้าวและถั่วปนกันถวายเทพเจ้า พราหมณ์และสันยาสี เป็นวันที่มีการทำบุญใหญ่เรียกว่า ขีจรี

ที่มา

(1) คุณธาตุศรัทธา
(2) หนังสือประวัติและหลักธรรมศาสนาพราหมณ์ฮินดู (2529)

ขอบคุณครับ  http://www.hindumeeting.com/forum/richedit/smileys/YahooIM/36.gif
 
1913  Hindu สนทนา / ชุมชนคนรัก...ฮินดู / ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระคเนช เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 15:03:58
ในการไหว้บูชาพระเคนชนั้น มีใบไม้และดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการบูชาทั้งสิ้น 21 ชนิดที่ใช้ในการบูชาโดยเฉพาะในงานไหว้พระเคนชที่สำคัญๆ อย่างพิธีคเณศจตุรถี จะต้องใช้ทั้ง ๒๑ ชนิดนำมาบูชาเรียงรายตามลำดับไปทั้ง ๒๑ วัน พร้อมทั้งกล่าวคำบูชาไปด้วย ดังนี้
1. ใบมาจีบัตร หรือ ใบมาจี ซึ่งมีชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Imprerata Cylindrica) ตรงกับต้นหญ้าคาของไทย พร้อมกับคำบูชาว่า “สุขุมาย นมะ มาจีปตรํ ปูชยามิ”
http://thummada.com/php_upload2/dew+08.jpg

2. บูชาด้วยใบพฤหตี ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Carissa Carandas) ตรงกับชื่อภาษาไทยว่า หนามแดง มะนาวไม่รู้โห่ หนามขี้แฮด หนามพรหม และมีคำกล่าวบูชาว่า “ คณาธิปาย นมะ พฤหตีปตรํ ปูชยามิ”
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_6_147.jpg

3. บูชาด้วยใบพิลวะ คือใบมะตูม มีคํากล่าวบูชาว่า
“อุมาปุตราย นมะ พิลวตรํ ปูชยามิ”
http://www.wangtakrai.com/panmai/images/panmai/135.jpg

4. บูชาด้วยใบทูรวา ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Cynodon Daetylon) คือหญ้าแพรก คำกล่าวบูชาว่า “คชานนาย นมะ ทูรวายุคมํ ปูชยามิ”
http://www.tistr.or.th/spa/search/resource/picture/207.jpg


5. บูชาด้วยใบทุตูระ ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Stramonium) คือต้นลำโพง หรือ ชุมเห็ดเทศ ใช้แก้พิษแมลงกัดต่อยได้ดี คำกล่าวบูชาว่า
“หรสูนเว นมะ ทุตตูรปตรํ ปูชยามิ”
http://www.thaimtb.com/webboard/162/81322-121.jpg

6. บูชาด้วยใบพทรี คือใบพุทรา มีคำกล่าวบูชาว่า
“ลบโพทราย นมะ พทรีปตรํ ปูชยามิ”


7. บูชาด้วยใบอปามารค ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Achyrantus Aspera) คือต้นพันธุ์งู ใช้รักษาพิษจาก สัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบมาคั้นน้ำ มีคำกล่าวบูชาว่า “คุหาครูชาย นมะ อปามารคปตรํ ปูชยามิ”

http://www46.pair.com/ecotours/p7hg_img_2/fullsize/AchyranthusZOOM.JPG

8. บูชาด้วยใบตุลสี คือใบกระเพรา มีคำกล่าวบูชาว่า
“คชกรณาย นมะ ตุลสีปตรํ ปูชยามิ”
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/nakhonsithamrat/preecha_m/samoonpri_th/picture/kaprow.gif

9. บูชาด้วยใบมะม่วง มีคำกล่าวบูชาว่า “เอกทนตาย นมะ จูตปตรํ ปูชยามิ”
http://www.uru.ac.th/~botany/images/7-53000-001-0162(1).jpg

10. บูชาด้วยใบกรวีระ ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า (Thevetia Nerifolium) คือต้นรำเพย หรือ ยี่โถฝรั่ง มีคำกล่าวบูชาว่า
“วิกฏาย นมะ กรวีรปตรํ ปูชยามิ”
http://www.sakulthai.com/webboard/197254693110.jpg

11. บูชาด้วยใบวิษณุกรานตะ ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Evolvulus Alisnoides) มีคำกล่าวบูชาว่า “ภินนทนตาย นมะ วิษณุกรานตปตรํ ปูชยามิ”
http://www.centralcoastgrowers.com/images/evolvulus.jpg


12. บูชาด้วยใบทาฑิมิ คือใบทับทิม มีคำกล่าวบูชาว่า
“วฏเว นมะ ทาฑิมีปตรํ ปูชยามิ”
http://www.apkteam.com/gradana.jpg

13. บูชาด้วยใบเทวมารุ ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Cedrus Deodora) ใบเล็กกลมมีกลิ่นหอมป้องกันยุงและแมลงได้ดี มีคำกล่าวบูชาว่า “สรเวศวราย นมะ เทวทารุปตรํ ปูชยามิ”
http://www.apinguela.com/Plantas/C/Cedrus-deodara/Cedrus%20deodara1.jpg


14. บูชาด้วยใบมรุวก หรือ มทนา ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า (Origanum Vulgra) กล่าวคำบูชาว่า “ผาล จนทราย นมะ มรุวกปตรํ ปูชยามิ”


15. บูชาด้วยใบสินธุวาร คือใบคนทีเขมา มีคำกล่าวบูชาว่า
“เหรมทาย นมะ สินธุวารปตรํ ปูชยามิ”

http://dit.dru.ac.th/herb/pic_herb/kontkamao.jpg


16. บูชาด้วยใบชาชี คือใบจันทร์เทศ มีคำกล่าวบูชาว่า
“ศุรุกรุณาย นมะ ชาชีปตรํ ปูชยามิ”

http://www.nectec.or.th/oncc/province/pictures/s9/phuke2-711-1-2.jpg


17. บูชาด้วยใบคันฑาลิ มีดอกสีขาว มีคำกล่าวบูชาว่า
“สุราครชาย นมะ คณฑาลิปตรํ ปูชยามิ”

18. บูชาด้วยใบสมี มีคำกล่าวบูชาว่า
“อภิวกตราย นมะ สมีปตรํ ปูชยามิ”
http://bowchan.exteen.com/images/mimosa_r2.jpg


19. บูชาด้วยใบอัศวัตถ หรือ อัสสัตถ คือไม้โพ มีคำกล่าวบูชาว่า
“วินายกาย นมะ อศวตปตรํ ปูชยามิ”
http://www.panmai.com/PvTree/Gallery/tr_30.jpg

20. บูชาด้วยใบอรชุนตรงกับไม้ไทยว่า ต้นสลักหลวง ต้นสลักป่า ต้นยอป่า มีคำกล่าวบูชาว่า “สุรเสวิตาย นมะ อรชุนปตรํ ปูชยามิ”

http://www.stks.or.th/botany/images/stories/yor/image010.jpg


21. บูชาด้วยใบอรก คือต้นรักของไทยเรา มีคำกล่าวบูชาว่า
“กปิลาย นมะ อรปปตรํ ปูชยามิ”
http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK23/pictures/l23-214a.jpg


องค์ความรู้
ประเพณีการบูชาพระคเณศด้วยใบไม้ต่างๆ ทั้ง 21 ชนิดนั้น ผมเข้าใจว่าไม่ใช้ประเพณีที่แพร่หลายในทุกภาคของอินเดียครับ น่าจะเป็นประเพณีของแคว้นมหาราษฏร์ ที่มีการบูชาพระคเณศเป็นพิเศษ และเฉลิมเฉลิงคเณศจตุรถียิ่งใหญ่และยาวนานกว่าที่อื่นๆในอินเดียครับ เพราะเป็นประเพณีประจำรัฐ
การบูชาด้วย21ใบนี้จริงๆ คือการบูชาพระนามทั้ง 21 ด้วยใบไม้ต่างๆนั่นเองครับ
จริงๆแล้วในการบูชาพระคคเณศโดยทั่วๆไป ใบไม้ที่ใช้บูชา มักใช้อย่างมากแค่สามอย่างครับ คือ
1.ทูรวา หรือหญ้าแพรกครับ
2.มะตูม หรือ พิลวะ ครับ
3.ศมี หรือ ไมยราพย์ครับ
แต่ที่พระคเณศโปรดที่สุดตามที่เชื่อกันคือ ทูรวาครับ ในการบูชาทุกครั้งก็มักจะต้องมีใบทูรวาเสมอครับ
ดังนั้นถ้าไม่ได้ยึดตามประเพณีในแคว้นมหาราษฏร์ ก็ไม่จำเป็นต้องหาทั้ง 21 ใบมาถวายในช่วงจตุรถีครับ แต่ถ้าหาได้โดยไม่ลำบากนักก็ดีครับ แต่ที่สำคัญคือทูรวาเป็นสิ่งที่ควรถวายมากที่สุดครับ

เค้าโครง : มาจากเว็บเทวาลัย http://www.devalai.com
องค์ความรู้ : มาจากคุณหริทาส
เรียบเรียง : ไม้เท้าปู่
ขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ
1914  ประชาสัมพันธ์ / ระเบียบและปัญหาการใช้งาน / ระเบียบการใช้งาน (กฎ กติกา มารยาท) เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 14:17:45
กฏ กติกา มารยาท นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กับ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 เพื่อถือเป็นขอบังคับใช้กับสมาชิกทุกคนที่ใช้บอร์ด จึงขอความร่วมมือสมาชิกทุกคน ให้ปฏิบัติตามกติกาต่างๆ ที่วางไว้เพื่อความสะดวกในการจัดการความเรียบร้อยครับ

ข้อบังคับและข้อห้ามต่างๆ

1. ห้ามตั้งกระทู้ใดๆ ที่หลบหลู่ ดูหมิ่น สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2. ห้ามตั้งกระทู้ใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้
3. ห้ามตั้งหรือตอบกระทู้อันเป็นเหตุให้เกิดชนวนขัดแย้ง แตกความสามัคคี
4. ห้ามตั้งหรือตอบกระทู้เกี่ยวกับการทรงเจ้าเข้าผีทั้งสิ้น
5. ห้ามใช้วาจาหยาบคายในการตั้ง ตอบ กระทู้

ซึ่งถ้าตรวจพบการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวข้างต้นแล้วสามารถกระทำการลบ แก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น และให้ถือว่าการตัดสินใจของเว็บมาสเตอร์เป็นที่สิ้นสุด

**** มีปัญหาข้อสงสัยติดต่อผมได้ทาง Email : Devotee.Adherent@gmail.com ครับ ****

โดย กาลิทัส
1915  Hindu สนทนา / แนะนำตัวเอง / ผม " กาลิทัส " แนะนำตัวครับ เมื่อ: มกราคม 27, 2009, 13:55:09
สวัสดีครับ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายชื่อ เลยได้ชื่อนี้ครับ "กาลิทัส" เปิด dictionary ดูเห็นเพราะดีครับ

สำหรับที่นี่ผมมาดำรงตำแหน่งเป็นเว็บมาสเตอร์คู่กับพี่คนหนึ่ง ที่ใช้นามว่า สัตตะเทวะบุตร ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาแนะนำตัวเอง

ปล่อยๆ แกไปก่อนครับ 555+  



ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ทุกคนที่เข้ามาสู่บอร์ด ขอให้
เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีคุณค่า
เป็นแหล่งของอารยชนอย่างแท้จริง
เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนครับ

** สุดท้ายขอบคุณทุกคนที่ตามหากันจนเจอครับ **
หน้า: 1 ... 46 47 [48]