... เทวสถาน ...

             เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สำหรับประวัติความเป็นมานั้น มีกล่าวไว้ในเอกสารของทางเทวสถานว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2327 มีโบสถ์อยู่ 3 หลัง ก่ออิฐถือปูน มีกำแพงล้อมรอบ โดยเทวสถาน หรืคนทั่วไปมักเรียกว่า โบสถ์พราหมณ์ (หรือเรียกรวมกันว่า เทวสถานโบสถ์พราหมณ์) เนื่องจากเป็นเทวสถานที่มีพราหมร์เป็นผู้ดูแล และใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของพระนครนั้น ประกอบด้วยอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทยสามหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงก่ออิฐถือปูนล้อมรอบบริเวณเทวสถาน มีประตูทางเข้าด้านหน้าหนึ่งประตู โดยอาคารทั้งสามหลังได้แก่

1. สถานพระอิศวร หรือ โบถ์ใหญ่

            ตั้งอยู่ทางทิศใต้ สร้างด้วยอิฐถือปูน ไม่มีพาไล ถือเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาโบสถ์ทั้ง 3 หลัง โดยหลังคาทำเป็นชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้า (ทางทิศตะวันออก มีภาพเทวรูปปูนปั้นนูนสูง เป็นภาพพระอิศวร พระอุมา และเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์อยู่ภายในวิมาน ใต้วิมานเป็นภาพเขาไกรลาสโดยมีภาพของโคนนทิปรากฎอยู่ด้วย ส่วนหน้าบันด้านหลัง (ทิศตะวันตกของโบสถ์ไม่มีลวดลาย ที่ด้านหน้ามีประตูทางเข้าทั้งฝั่งซ้ายและขวา   

        

ภาพ : สถานพระอิศวร

ภาพ : ลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันของสถานพระอิศวร

 

          ลักษณะการตกแต่งภายในโบสถ์หลังนี้ไม่มีลวดลายจิตรกรรมฝาผนัง เพียงแต่ทาสีฝาผนังเรียบๆ ด้วยสีขาว บนเพดานทาด้วยสีแดง ประดับลวดลายดาวเพดานสีทอง แขวนโคมไฟระย้าและอัจกลับ ถือเป็นความเรียบงานที่เข้มขลัง ตามแบบอย่างเชิงช่างไทยในสมัยโบราณ

ภาพ : ลักษณะภายในของสถานพระอิศวร

               ภายในโบสถ์ใหญ่ มีเทวรูปประธาน คือ พระอิศวร ที่หล่อจากโลหะสำริด มีลักษณะทางประติมากรรมเป็นเทวรูปยืนศิลปะสุโขทัย ขนาดสูงประมาณ 1.87 เมตร มีสองพระกร โดยพระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นในท่าประทานพร นอกจากนี้ยังมีเทวรูปอื่นๆ ขนาดกลางอีกจำนวน 31 องค์  (อาทิ เทวรูปพระศิวนาฎราช พระอุมา พระเคนศ พระพรหม พระนารายณ์ พระลักษมี และพระมเหศวรี เป็นต้น) โดยเทวรูปทั้งหมดประดิษฐานอยู่ในเบญจา ถัดไปด้านหลังเบญจามีศิวลึงค์หิน 2 องค์ประดิษฐานอยู่

ภาพ : เบญจาที่ประดิษฐานเทวรูปประธานของสถานพระอิศวร

 

       

ภาพ : เทวรูปพระอิศวร ศิลปะสุโขทัย องค์ประธานของสถานพระอิศวร

             บริเวณด้านหน้าเบญจามีแท่นลดสำหรับประดิษฐานเทวรูปพระพรหมจำนวน 3 องค์ โดยพระราชครูวามเทพมุนี (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) เป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2518 และประดิษฐานเทวรูปพระสรัสวตี 1 องค์ ซึ่งเทวรูปองค์นี้ นายลัลลาล ประสาทวยาส ชาวอินเดียเป็นผู้ถวายให้แด่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สำหรับที่สองข้างแท่นลดประดิษฐานเทวรูปปูนปั้นพระอิศวรทรงโคนนทิ และพระอุมาทรงโคนินทิ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของโบราณที่มีมาก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบริเวณกลางโบสถ์ มีเสาคล้ายเสาชิงช้าสีขาว โดยที่หัวเสาสีทองเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ สูงประมาณ 2.50 เมตร ใช้สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรียัมปวาย ซึ่งเรียกเสานี้ว่า "เสาหงส์"

 

ภาพ : เทวรูปหมู่เทวรูปพระเป็นเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าเบญจา

 

ภาพ : เสาหงส์กลางสถานพระอิศวร

หมายเหตุ บันทึกภาพในวันที่ประกอบพิธีช้าหงส์ จึงมีการเชิญหงส์สำริดขึ้นแขวนบนเสาสำหรับประกอบพิธี

 

2. สถานพระคเณศ หรือ โบสถ์กลาง

              ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสถานพระอิศวรและสถานพระนารายณ์ ตัวโบสถ์มีขนาดย่อมลงมาจากสถานพระอิศวรสร้างด้วยอิฐถือปูน โดยมีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (ถือเป็นการก่อสร้างที่ยังคงศิลปะอยุธยา ซึ่งนิยมสร้างโบสถ์ที่มีพาไล) ที่ตัวโบสถ์และหน้าบันทั้งหน้าและหลังไม่มีลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น

ภาพ : ลักษณะทางสถานปัตยกรรมของสถานพระคเณศ

 

ภายในสถานพระเคนศได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่าย ผนังทาด้วยสีขาว บนเพดานทาด้วยสีแดง และประดับด้วยลวดลายดาวเพดานสีทอง โดยภายในมีเบญจาประดิษฐานหมู่เทวรูปองค์ประธานของสถานพระคเณ

 

ภาพ : ลักษณะภายในของสถานพระเคนช

             สำหรับเทวรูปพระคเณศที่ประดิษฐานอยู่บนเบญจา มีจำนวนทั้งสิ้น 5 องค์ ซึ่งไม่ปรากฎหลักฐานว่าเคลื่อนย้ายมาจากที่ใด แต่สันนิษฐานว่าบางองค์อาจจะนำมาจาเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยพระคเณศองค์ที่ประดิษฐานเป็นประธานของโบสถ์นั้นสร้างมาจากโลหะสำริด ส่วนอีก 4 องค์ที่เหลือสร้างมาจากหิน ได้แก่ หินแกรนิต 1 องค์ หินทราย 1 องค์ และหินเขียว 2 องค์ นอกจากนี้ยังมีเทวรูปหินทรายและโลหะอีกอย่างละ 1 องค์ ประดิษฐานที่ด้านหน้าของเบญจา โดยเป็นเทวรูปที่ได้รับการถวายโดยผู้มีจิตศรัทธาในภายหลัง และสำหรับโบสถ์กลางหลังนี้ไม่มีเสาชิงช้าขนาดเล็กที่สำหรับใช้ประกอบพิธีช้าหงส์เหมือนกับโบสถ์ใหญ่และโบสถ์ริม

ภาพ : เทวรูปพระคเณศสำริด องค์ประธานของสถานพระคเณศ

ภาพ : เทวรูปพระคเณศศิลา ที่ประดิษฐานอยู่ทั้งสองข้างของเทวรูปองค์ประธาน

 

3. สถานพระนารายณ์ หรือ โบสถ์ริม

            ตั้งอยู่ริมสุดทางทิศเหนือ สร้างด้วยอิฐถือปูนมีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยการก่อสร้างทั้งด้านใน, ด้านนอกทำในลักษณะและขนาดเดียวกับสถานพระคเณศ ด้านในบริเวณกลางโบสถ์ก็มีเสาหงส์ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับเสาชิงช้าขนาดย่อม ดังที่ปรากฎอยู่ในสถานพระอิศวร สำหรับใช้ประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรีปวาย

ภาพ : ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของสถานพระนารายณ์

           ภายในโบสถ์ทำชั้นยก ตั้งบุษบก 3 หลัง บุษบกหลังกลางประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ ซึ่งเป็นเทวรูป ประธานของโบสถ์หลังนี้ มีลักษณะทางประติมากรรมเป็นเทวรูปประทับยืน ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะสำริด มีสี่พระกร ขนาดสูงประมาณ 1.51 เมตร

ภาพ : บุษบกประดิษฐานเทวรูปประธานของสถานพระนารายณ์

 

ภาพ : บุษบกประดิษฐานเทวรูปประธานของสถานพระนารายณ์

            สองข้างของบุษบกเทวรูปพระนารายณ์ มีบุษบกประดิษฐานเทวรูปอีกสององค์ คือ ทางด้านซ้ายเป็นบุษบกประดิษฐานเทวรูปพระลักษมี ทางด้านขวาเป็นบุษบกประดิษฐานเทวรูปพระมเหศวรี โดยเทวรูปทั้งสององค์นี้มีลักษณะเป็นเทวรูปยืนปูนปั้นสีดำ ซึ่งได้จำลองมาจากเทวรูปสำริดองค์เดิมที่ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่พิพิธภัณฑ์ เมื่อครั้งที่น้ำท่วมกรุงเทพครั้งใหญ่ พ.ศ. 2485

ภาพ : เทวรูปปูนปั้นพระลักษมี

ภาพ : เทวรูปปูนปั้นพระมเหศวรี

 

             นอกจากโบสถ์ทั้งสามภายในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์แล้ว บริเวณลานด้านหน้าสถานพระอิศวร ประดิษฐานเทวรูปพระพรหมภายในเทวาลัยกลางสระน้ำขนาดย่อม ซึ่งเทวรูปพระพรหมองค์นี้พระราชครูวามเทพมุนี (สมจิตต์ รังสิพราหมณกุล) จัดสร้างถวายเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 3 รอบพระนักษัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2514

ภาพ : เทวาลัยประดิษฐานเทวรูปพระพรหม

           เยื้องไปทางด้านขวาของศาล เป็นเขาไกรลาศจำลองที่ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรไว้บนยอดสูงสุด ถัดลงมาประดิษฐานเทวรูปพระคเณศ และที่เชิงเขาไกรลาศจำลองทั้งสองด้าน มีศิวลึงค์ขนาดใหญ่พอสมควรประดิษฐานอยู่ด้วย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศิวลิงค์ที่นำมาในภายหลัง มิใช่ของโบราณแต่อย่างใด

ภาพ :  เขาไกรลาสจำลอง

             ถัดไปบริเวณเกาะกลางระหว่างสถานพระอิศวรกับสถานพระคเณศ เป็นที่ประดิษฐาน ศิวลึงค์หินทราย ที่พระราชครูวามเทพมุนี (ชวิน รังสิพราหมณกุล) และคณะพราหมณ์ได้อัญเชิญจากบริเวณหลังพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดบวรนิเวศวิหาร มาประดิษฐาน ณ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และประกอบพิธีสมโภชตามธรรมเนียมของพราหมณ์ฝ่ายไทย และ พราหมณ์ฝ่ายอินเดีย เมื่อวันที่ 5-6 มีนาคม พ.ศ. 2552

ภาพ :  แท่นประดิษฐานพระศิวลึงค์ บริเวณเกาะกลางระหว่างสถานพระอิศวรกับสถานพระคเณศ

 

             ศิวลึงค์องค์ดังกล่าวสร้างจากหินทราย สันนิษฐานว่ามีความร่วมสมัยในยุคขอมโบราณ องค์พระศิวลึงค์นี้ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ด้านล่างสุดมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม เรียกว่า " พรหมภาค " ถัดข้นมามีลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม เรียกว่า " วิษณุภาค" และยอดบนสุดมีลักษณะเป็นทรงกระบอกยอดโค้งมน เรียกว่า "รุทรภาค" เมื่อประดิษฐานร่วมกับฐานโยนีแล้ว (ฐานนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ด้านหนึ่งมีลักษณะเว้าลงไปเป็นรางน้ำ คลายกับอวัยวะเพศหญิง) จะปรากฎเพียงส่วนที่เรียกว่า รุทรภาค

ภาพ : พระศิวลึงค์หินทราย

             และที่ด้านหลังโบสถ์ทั้งสาม เป็นที่ตั้งของหอเวทวิทยาคม ซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของคณะพราหมณ์และเป็นห้องสมุดประจำเทวสถาน

ภาพ : หอเวทวิทยาคม

               โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2592

 

เสาชิงช้า

         เสาชิงช้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์บริเวณหน้าพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม ตามประวัติกล่าวกันว่ามีพราหมร์ชื่อพระครูสิทธิชัย (กระต่าย) เป็นพราหมณ์ชาวเมืองกรุงเก่าได้นำความกราบขึ้นบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขอให้ตั้งเสาชิงช้าขึ้นในบริเวณที่ถือว่าเป็นหัวใจกลางพระนคร โดยวัดจากกำแพงเมืองด้านฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตก ถึงกำแพงเมืองฝั่งป้อมพระกาฬ แล้วสร้างขึ้นตรงกลางเมือง สำหรับทำพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ตามโบราณราชประเพณีของพราหมณ์แต่เดิม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้นที่บริเวณด้านหน้าเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือนห้า ปีมะโรง พ.ศ. 2327 ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างโรงก๊าด (โรงเก็บน้ำมันก๊าด) ขึ้น ณ ที่นั้น จึงได้ย้ายเสาชิงช้ามายังที่ตั้งปัจจุบัน (บริเวณหน้าวัดสุทัศนเทพวราราม) เมื่อปี พ.ศ. 2417

ภาพ : จิตรกรรมจำลองบริเวณที่ตั้งของเทวสถานและเสาชิงช้าในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

             สำหรับการสร้างเสาชิงช้าขึ้นเมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีผู้วิเคราะห์ถึงมูลเหตุของการที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้นตามคำกราบบังคมทูลของพระครูสิทธิชัยนั้น น่าจะเป็นด้วยเหตุที่การโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย มีตำนานหนึ่งกล่าวว่า เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของโลกจึงเสด็จลงมายังโลก ประทับยืนด้วยพระบาทข้างเดียวแล้วให้พญานาคใช้ลำตัวยึดขุนเขาทั้งสองฝั่งฟากมหาสมุทรแล้วโยก ไกว ปรากฎว่าพระอิศวรยังคงประทับยืนอยู่ได้ แสดงว่าโลกมีความแข็งแกร่ง มั่นคง ด้วยเหตุนี้การสร้างเสาชิงช้าเพื่อโลชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นกุศโลบายอันสำคัญยิ่งที่จะทรงสื่อสารกับชาวพระนครว่า กรุ่งรัตนโกสินทร์ที่ทรงสถาปนาขึ้นนี้มีความแข็งแกร่ง มั่นคง ผุ้ที่อาศัยอยู่ในพระนครแห่งนี้จะมีชีวิตที่เป็นสุข ร่มเย็นสืบไปตราบนานเท่านาน

ภาพ : พิธีโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย สมัยรัชกาลที่ 5

 

              เสาชิงช้าเคยได้รับการบูรณปฎิสังขรณ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2463 ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 เกิดไฟไหม้เสาชิงช้า เนื่องจากมีผู้จุดธูปกราบไหว้ ไฟจากธูปตกลงไปในรอยแตก คุไหม้เสาขึ้นรัฐบาลในครั้งนั้นจึงดำริที่จะรื้อทิ้ง แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากจึงระงับไว้ โดยมีคำสั่งให้เทศบาลนครกรุงเทพฯ ซ่อมประทังไว้ชั่วคราว เวลาผ่านมาถึง พ.ศ. 2513 สภาพของเสาชิงช้าชำรุดทรุดโทรมมาก ต้องเปลี่ยนเสาใหม่ จึงได้มีการบูรณะโดยพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ทุกประการโดยการบูรณะในครั้งนี้แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2515

ภาพ : เสาชิงช้า

              จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปี เสาชิงช้าก็เริ่มชำรุดทรุดโทรมอย่างหนักอีกครั้ง จนในปี พ.ศ. 2549 กรุงเทพมหานครได้ทำการบูรณะเสาชิงช้าครั้งใหญ่ โดยครั้งนี้ได้ทำการรื้อเสาชิงช้าต้นเดิมเข้าไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ และได้สร้างเสาชิงช้าต้นใหม่โดยรักษารูปแบบและลักษณะให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด ซึ่งแล้วเสร็จและประกอบพิธีฉลองเสาชิงช้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินนีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีดังกล่าว

ภาพ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เสด็จพระราชดำเนินไปในงานฉลองเสาชิงช้า

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๐

เครดิตภาพจาก : http://www.ohmpps.go.th           

 

          กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 66 ตอนที่ 64 วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492

         สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางมาสักการะพระเป็นเจ้า ณ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สามารถเดินทางมาได้ทุกวัน ในเวลาประมาณ 10.00 น. - 16.00 น

ข้อปฎิบัติเมื่อมาสักการะที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

1. งดจุดธูปเทียนภายในโบสถ์ทั้งสาม โดยสามารถจุดได้ที่บริเวณด้านหน้าโบสถ์ซึ่งทางเทวสถานได้เตรียมกระถางธูปและราวเทียนไว้ให้

2. งดส่งเสียงดังและมีความสำรวมเมื่อเข้าสู่ภายในเทวสถาน

3. ห้ามถ่ายภาพภายในโบสถ์ทั้งสาม(ยกเว้นได้รับอนุญาติ) ส่วนบริเวณด้านนอกโดยรอบเทวสถานสามารถถ่ายภาพได้ตามปกติ

4. ห้ามทรงเจ้าเข้าผีไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นภายในเขตเทวสถานโบสถ์พราหมณ์

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงประกอบการเรียบเรียง

- กรมศิลปากร. จดหมายเหตุการอนุรักษณ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์, 2525.

- จิรัสสา คชาชีวะ. พระพิฆเนศวร์ คติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2547.

- เทวสถาน หนังสือที่ระลึกการเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดอาคารหอเวทวิทยาคม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล, 2532.

- สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร.จดหมายเหตุการบูรณปฎิสังขรณ์เสาชิงช้าพุทธศักราช 2549.กรุงเทพฯ : ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่น, 2551.

 - ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2550.

 

หมายเหตุ : ภาพถ่ายภายในเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ที่ปรากฎในบทความชุดนี้ ได้รับอนุญาตจากทางเทวสถานให้เข้าไปบันทึกภาพ เมื่อครั้งงานพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552 - 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ขอขอบพระคุณเจ้าของแหล่งข้อมูลอ้างอิง (ที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น) ทุกท่าน ซึ่งผู้เรียบเรียงได้นำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในบทความ ทางผู้เรียบเรียงจึงขอกราบขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้